พุทธ อภิวรรณเข้าให้ข้อมูล DSI พยาน ปมเคยบริจาคเงินเข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ในปี 68 รวมจำนวน 400,000 บาท
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นายพุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี หรือ พุทธ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายข่าวและผู้ประกาศข่าว ช่อง 8 เดินทางเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยาน กับคณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม จากกรณีเคยบริจาคเงิน รวมจำนวน 300,000 บาท เข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ในปี 2568 (ช่วงวันที่ 6 ส.ค.68) โดยในครั้งนั้น นายกัณฐัศว์ หรือ กันจอมพลัง ได้โพสต์ข้อความขอบคุณพร้อมแนบรูปภาพสลีปการรับโอนเงิน จำนวน 300,000 บาท กับภาพของนายพุทธอภิวรรณ บนเพจเฟสบุ๊ค “กันจอมพลัง ช่วยสู้” และระบุว่า “พี่พุทธอภิวรรณสนับสนุนมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ 300000 เพื่อให้นำไปช่วยชายแดนทุกครั้งที่เกิดภัยใหญ่พี่พุทธจะช่วยผมทุกครั้งหัวใจพี่สุดยอดจริงๆครับขอบคุณพี่พุทธที่เป็นพลังให้มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ครับ
ขณะที่นายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือหนุ่ม ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ซึ่งก็เป็น 1 ในรายชื่อที่นายษิทรา หรือทนายตั้ม ได้ระบุในเอกสารคำร้องขอให้ดีเอสไอเชิญมาสอบถามข้อมูลในฐานะผู้เคยบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ เช่นเดียวกันนั้น นายกรรชัยยังไม่ได้ประสานการเข้าพบดีเอสไอแต่อย่างใด หลังก่อนหน้านี้เคยนัดหมายไว้เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 69 ที่ผ่านมา เเละขอเลื่อนไปก่อนเนื่องจากติดภารกิจงาน โดยในส่วนของนายกรรชัย ที่บริจาคเงินเข้ามูลนิธิฯ ปรากฏความว่า เคยบริจาคเงิน รวมจำนวน 1.5 ล้านบาท เข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ และบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง แบ่งเป็น วันที่ 18 ก.ย.2567 ยอด 1 ล้านบาท (เข้าบัญชีธนาคารส่วนตัว) เพื่อช่วยเหลือเหตุการณ์อุทกภัยภาคเหนือ และวันที่ 17 มี.ค.2568 ยอด 5 แสนบาท เข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ เพื่อช่วยเหลือ หลังนายกันเปิดมูลนิธิประมาณ 1-2 เดือน กระทั่งในวันที่ 23 ต.ค.2568 นายกรรชัยได้ออกมาพูดผ่านรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ เพื่อขอให้นายกัณฐัศว์ เร่งชี้แจงการใช้จ่าย การเบิกใช้เงินภายในมูลนิธิฯ และยอดเงินทั้งหมดในปัจจุบัน เพื่อความโปร่งใสเป็นธรรมต่อสังคมและผู้บริจาครายอื่น ๆ
คณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เปิดเผยว่า เนื่องด้วยพนักงานสืบสวนอยู่ระหว่างการตรวจสอบคำร้องของนายษิทรา ตามที่ระบุไว้ อาทิ การขอให้ตรวจสอบการจดจัดตั้งมูลนิธิฯ การใช้จ่ายเงินภายในมูลนิธิฯ การจัดซื้อสิ่งของโดยใช้เงินมูลนิธิฯ การเปิดรับบริจาค เป็นต้น อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา พนักงานสืบสวนได้มีการส่งหนังสือประสานขอเอกสารไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการจดจัดตั้งมูลนิธิฯ เพื่อดูประกอบคำร้องและตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนส่งหนังสือเชิญบุคคลมาสอบถามในฐานะพยาน ทั้งคนที่เคยบริจาคเงินเข้ามูลนิธิฯ คนที่เคยทำงานใกล้ชิดกับนายกัณฐัศว์ คนที่เคยทำงานในมูลนิธิฯ ทั้งนี้ พนักงานสืบสวนยังไม่ได้มีการส่งหนังสือเชิญนายกัณฐัศว์ มาสอบถามข้อมูลแต่อย่างใด เพราะต้องรวบรวมข้อมูลตามประเด็นของผู้ร้องให้เรียบร้อยก่อน

นายพุทธอภิวรรณ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ก่อนขึ้นไปด้านบนอาคารเพื่อเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม ว่า วันนี้ตนเข้ามาให้ข้อมูลเรื่องเงินบริจาค ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเงินบริจาคในช่วงเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา หรือในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วม และถ้าหากจำไม่ผิด ตนเองน่าจะมีการบริจาคไปทั้งสิ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกบริจาคเข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ จำนวน 300,000 บาท และครั้งที่สอง จำนวน 100,000 บาท รวมเป็น 400,000 บาท และตนไม่เคยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายกัน เพราะโอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิโดยตรง
เมื่อถามว่าหากเงินที่ได้บริจาคไปมีการตรวจสอบของหน่วยงานแล้วพบว่าเป็นการใช้เงินโดยไม่ถูกวัตถุประสงค์ ในฐานะผู้บริจาคเงินเข้ามูลนิธิมีความรู้สึกอย่างไรบ้างหรือไม่ โดยนายพุทธอภิวรรณ กล่าวว่า ตนยังไม่รู้ว่าเขานำไปใช้อะไรบ้าง ซึ่งต้องรอถามทางเจ้าหน้าที่ก่อน แต่วันนี้เป็นการที่ตนมาให้รายละเอียดปกติ โดยเฉพาะกรณีเงินบริจาคว่าเป็นการบริจาคเงินในช่วงเวลาใดบ้าง ซึ่งตนก็มีสลิปการโอนเงินอยู่แล้ว สามารถระบุได้ว่าเป็นการโอนในช่วงวันที่เวลาใด ส่วนกรณีที่ตนบริจาคเงินไปทั้งสิ้น 400,000 บาท เข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ตนไม่เคยได้สอบถามกับเจ้าตัวโดยตรงว่านำเงินไปใช้ในกรณีใดบ้าง ก็คงเหมือนกับทุกคนที่ใครเปิดรับบริจาคเราก็บริจาคไป ซึ่งก็ยอมรับว่าเราก็รู้จักกับเขา แล้วเราก็เห็นเขาทำงาน ตอนนั้นตนก็คิดว่ามันก็เป็นประโยชน์จึงบริจาคไป แต่ก็เพิ่งมาเกิดเรื่องขึ้นในตอนนี้ ทั้งนี้ ตนย้ำว่าในกรณีที่ทนายตั้มได้เป็นผู้มาร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตรวจสอบการรับบริจาคเงินและการใช้เงินของมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ว่ามีการเรี่ยไรรับเงินบริจาคหรือมีการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้เลย เพราะวันนี้ตนมาตามที่ทางดีเอสไอได้เชิญมาให้ข้อมูลเท่านั้น แล้วตนก็ไม่ได้บริจาคแค่ในส่วนของคุณกันจอมพลัง ก็มีการบริจาคหลายที่ แต่บังเอิญว่ามันมีเรื่องของคุณกันที่ต้องตรวจสอบ เราก็เลยพร้อมมาให้ข้อมูล ไม่มีปัญหาอะไรครับ
ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับรายละเอียดภายในหนังสือของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ที่เคยยื่นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่ามีการขอให้มีการตรวจสอบการดำเนินกิจการ การใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินของมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.การเปิดรับบริจาคในช่วงวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงเดือน มิ.ย.68-ก.ค.68 เนื่องด้วยผู้ร้องระบุว่า จากการตรวจสอบเพจ Facebook ”กันจอมพลัง ช่วยสู้“ ในช่วงเดือน มิ.ย.68-ก.ค.68 ปรากฏหลักฐานการโพสต์ข้อความ ภาพถ่าย และวิดีโอ (Reels) เชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคเงินและสิ่งของจำนวนหลายรายการเพื่ออ้างใช้ในภารกิจช่วยเหลือตามแนวชายแดน เช่น การจัดจัดซื้อทรายและยางรถยนต์เก่าสำหรับทำบังเกอร์ การสร้างถนนลำเลียงและสะพาน การจัดหาชุดเกราะกันกระสุน กล้อง Body cam รถ ATV และท่อคอนกรีต โดยต้องการให้ดีเอสไอตรวจสอบจำนวนสิ่งของที่ได้ซื้อมาจริงว่าแต่ละอย่าง ซื้อมาจำนวนเท่าใด นำไปใช้จริงจำนวนเท่าใด และหลังจากใช้ในภารกิจเสร็จแล้วใครเป็นผู้ครอบครองได้รับประโยชน์ หรือจำหน่ายไปให้กับองค์กรหรือบุคคลใด ตรวจสอบเส้นทางการเงินจากบัญชีรับบริจาคช่วงเวลาดังกล่าวเปรียบเทียบกับปริมาณสิ่งของที่จัดซื้อและส่งมอบจริงว่ามีการเงินบริจาคไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการเปิดรับบริจาคหรือไม่ มีการทุจริตโดยการใช้บริษัทนอมินีมาขายสินค้าราคาแพงกว่าราคาสินค้าจริงเพื่อผลประโยชน์ในส่วนต่างที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตรวจสอบบริษัทคู่ค้ากับมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ว่ามีการขายสินค้านั้นอยู่จริงหรือไม่ และเปรียบเทียบราคาท้องตลาดกับราคาที่เสนอขายให้กับมูลนิธิ หากพบการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะสมยอมราคากันเพื่อนำเงินออกจากมูลนิธิ เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่เกิดจากการร่วมร่วมกันหลอกลวงประชาชน ก็ขอให้ดำเนินคดีกับเอกชนในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย
ส่วนประเด็นที่ 2 ทนายตั้มระบุถึงกรณีการเปิดรับบริจาคและจัดซื้อทรัพย์สิน กรณีตึก สตง. เครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้า ได้นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบเพจ Facebook ของ “กันจอมพลัง ช่วยสู้” ปรากฏหลักฐานการโพสต์ข้อความสรุปยอดเงินและรายการสิ่งของที่เปิดรับบริจาค จำนวน 10 วัน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกรณีการช่วยเหลือและปรับปรุงสถานที่ (กรณีตึก สตง.) โดยมีรายการสำคัญ ดังนี้
แอร์ตั้งตัวใหญ่ 25 ตัว จำนวนเงิน 887,327 บาท เครื่องฟอกอากาศ 15 ตัว จำนวนเงิน 112,500 บาท สายไฟตู้เบรกเกอร์ จำนวนเงิน 44,000 บาท ผ้าใบ จำนวนเงิน 20,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,071,800 บาท (ผ่านบัญชี มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ เลขที่ 204-838-9662) จึงขอให้ดีเอสไอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีธนาคารว่ามียอดเงินบริจาคในช่วงเวลาดังกล่าวจำนวนเท่าใด และมูลนิธิได้ซื้อสินค้าอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร ราคาเท่าไร เนื่องจากมีผู้พบเห็นพยานหลักฐานและเบาะแสว่าทรัพย์สินประเภทเครื่องปรับอากาศที่ได้รับบริจาคมานั้น กลับไม่ได้ถูกนำไปติดตั้งใช้งานตามวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์ แต่กลับนำไปใช้ในสตูดิโอไลฟ์สดของนายกัณฐัศว์ เอง ซึ่งเป็นกิจการส่วนตัวหรือสถานที่อื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินของมูลนิธิ
นอกจากนี้ นายษิทรา ยังขอให้ดีเอสไอตรวจสอบว่าหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ตึก สตง. มีบุคคลนำของที่ซื้อโดยเงินบริจาคมาใช้ส่วนตัวและไม่เกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งตรวจสอบราคาสินค้า บริษัทที่ขายสินค้าว่ามีการขายราคาเกินจริงหรือไม่ อาทิ กรณีการจัดซื้อรองเท้าคอมแบท (ราคาส่วนต่างผิดปกติหรือไม่) เพราะจากการตรวจสอบพยานหลักฐานคลิปวิดีโอและการชี้แจงเกี่ยวกับการจัดจัดซื้อสิ่งของให้แก่เจ้าหน้าที่แนวหน้า ปรากฏรายการจัดซื้อ จำนวน 65 คู่ โดยมีการระบุว่าใช้งบประมาณในการจัดซื้อคู่ละ 1,000 กว่าบาท ยอดเงินรวมประมาณ 70,000 ถึง 80,000 บาท พฤติการณ์ต้องสงสัย เมื่อนำรายการและลักษณะของรองเท้าดังกล่าวมาตรวจสอบเทียบเคียงกับราคาจำหน่ายจริงในท้องตลาดและช่องทางทั่วไปกลับพบว่ารองเท้าในลักษณะเดียวกันนี้มีราคาจำหน่ายปลีกเพียงคู่ละประมาณ 704 บาทเท่านั้น จึงขอให้ดีเอสไอตรวจสอบเอกสารการจัดซื้อ ใบเสร็จรับเงิน หรือใบเสนอราคาจากคู่สัญญาว่ามีการจัดซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดผิดปกติ หรือมีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของมูลนิธิหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีกรณีความเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ การพากย์เสียงเว็บพนันฯ ในปี 2019 โดยจากการตรวจสอบข้อมูลและพยานหลักฐานย้อนหลังปรากฏข้อเท็จจริงและข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติการณ์ของนายกันจอมพลัง ว่าเคยมีส่วนร่วมในการพากย์เสียงโฆษณาหรือโปรโมตเว็บพนันออนไลน์ในช่วงปี พ.ศ. 2562 หรือปี ค.ศ. 2019 ตามลิงค์ที่แนบมาดังนี้ พร้อมทั้งขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ความเป็นมาแหล่งที่มาของทรัพย์สินของนายกันจอมพลัง น.ส.ลลิตา หงสะมัต ภรรยาของนายกันจอมพลัง บิดามารดาของนาย กันจอมพลัง อีกทั้งคนสนิทไม่ว่าจะเป็นในส่วนของนายกัมปนาท คำว่าปี และ น.ส.กาญจนา สถาวร หรืออีฟ ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้มีเส้นทางการเงินจากการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฏหมาย
พร้อมขอให้ดีเอสไอดำเนินการสอบปากคำพยานบุคคลเพื่อให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้มีความชัดเจนและครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นผู้ร่วมบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ อาทิ น.ส.ธนิษฐาน์ โชติอริยชัยวุฒิ (พิ้งค์) อดีตแอดมินและหลังบ้านมูลนิธิ กัน จอมพลัง ในประเด็นที่เคยให้ข้อมูลไว้เกี่ยวกับบัญชีม้าและการดำเนินการของมูลนิธิในลักษณะองค์กรอาชญากรรม พร้อมทั้งขอข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล มูลนิธิที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการในลักษณะมิชอบด้วยกฎหมาย มารดา ตา ยาย ของ น.ส.ธนิษฐาน์ โชติอริยชัยวุฒิ (พิ้ง) ในประเด็นยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีของตนในลักษณะบัญชีม้าว่ามีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของนายกัณฐัศว์ หรือไม่ ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์ ในฐานะผู้พบเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ที่ได้รับบริจาคในช่วงตึก สตง.ถล่ม อยู่ในสตูไลฟ์สด G Live Studio ของนายกันจอมพลัง นายภูดิท กำเนิดพลอย ในฐานะผู้บริจาคเงินให้แก่มูลนิธิว่าตอนที่บริจาคเงินไปนั้นวัตถุประสงค์ต้องการบริจาคไปเพื่อกิจการอันใด และขอให้ดีเอสไอตรวจสอบเรื่องอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ และขอให้ดีเอสไอตรวจสอบบ้านหรูราคากว่า 200 ล้านบาท ในโครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ ราชพฤกษ์ โดยขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินในการซื้อบ้านหลังดังกล่าวว่าได้จากการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบการกระทำความผิดขอให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


ต่อมาเวลา 12.30 น. โดยใช้เวลากว่า 1 ชม. รายงานภายในคณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เปิดเผยว่า นายพุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี หรือพุทธ ได้เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสืบสวนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าตัวได้ชี้แจงอธิบายถึงการโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคารมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ จำนวน 2 ครั้ง รวมยอด 400,000 บาท โดยเป็นการบริจาคช่วยเหลือจากเหตุน้ำท่วมอุทกภัย และสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมยืนยันว่าไม่เคยโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายกัณฐัศว์ หรือกันจอมพลัง อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทางนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ในฐานะผู้ร้อง ได้ขอให้ดีเอสไอตรวจสอบว่าการดำเนินการภายในมูลนิธิฯ ได้มีการใช้เงินถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และถ้าหากหน่วยงานตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์จริง ในฐานะที่นายพุทธอภิวรรณ เป็นหนึ่งในผู้บริจาค จะต้องร้องทุกข์กล่าวโทษด้วยหรือไม่นั้น ทางนายพุทธอภิวรรณ ไม่ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษแต่อย่างใด เป็นเพียงการให้ข้อมูลชี้แจงในส่วนที่ตนเองได้บริจาคเงินให้กับมูลนิธิฯ เท่านั้น ทั้งนี้ ทางคณะพนักงานสืบสวนอยู่ระหว่างรับการประสานนัดหมายจากทางนายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือหนุ่ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในผู้บริจาคเงินเข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ เช่นเดียวกัน คาดว่านายกรรชัย อาจเดินทางเข้าพบพนักงานสืบสวนภายในสัปดาห์นี้ เพื่อให้ข้อมูลกรณีที่ตนเองได้ร่วมบริจาคเงินให้มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ และเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายกัณฐัศว์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนข้อเท็จจริง
คณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เปิดเผยอีกว่า นอกจากการสอบปากคำพยานบุคคลแล้วนั้น พนักงานสืบสวนได้มีการประสานขอเอกสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับการจดจัดตั้งมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ เพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารประกอบคำขอตามแบบจดทะเบียนมูลนิธิ และยังมีในส่วนของสถาบันการเงินอีกด้วย ระหว่างนี้พนักงานสืบสวนยังคงรอเอกสารที่ประสานการดำเนินงานไป
คณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เปิดเผยต่อว่า ทางพนักงานสืบสวนยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกพยานแก่บุคคลอื่น ๆ ที่เคยทำงานในมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ หรือบุคคลใกล้ชิดนายกัณฐัศว์ ตามที่นายษิทราได้มีการระบุไว้ภายในเอกสารคำร้องแต่อย่างใด เพราะขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จก่อน
ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า นายกรรชัยกำเนิดพลอย หรือหนุ่ม พิธีกรข่าวชื่อดัง เตรียมเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เพื่อชี้แจงเรื่องการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ และบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายกัณฐัศว์ ภายในช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 9 ต.ค.69 หลังก่อนหน้านี้เจ้าตัวได้มีการเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิมเมื่อวันที่ 1 ต.ค.69 ที่ผ่านมา



