สารวัตรแจ๊ะ นำทีมสวมชุดพนง.กทม. ขึ้นรถขยะบุกทลายรังหัวจ่ายยาเสพติดย่านประเวศ หมายจับเพียบ

8.10.26 | 09:30 น.

สารวัตรแจ๊ะ นำทีมสวมชุดพนง.กทม. ขึ้นรถขยะ บุกทลายรังหัวจ่ายยาเสพติดย่านประเวศ รวบ บังดำ มีหมายจับอื้อ ทั้งค้ายา-พยายามฆ่า-ข่มขืนทำร้ายร่างกาย เจ้าตัวยังปฏิเสธเกี่ยวข้องยาบ้า แต่จำนนต่อหลักฐาน

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร., พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติดนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น. สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.กทม. นำโดย นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม. ประสาน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายยาเสพติดที่ในพื้นที่ประเวศ นำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้น 5 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้ 6 ราย และ X-Ray ชุมชนท้ายซอยอ่อนนุชพบผู้เสพจำนวน 9 ราย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.69 ที่ผ่านมา


โดยรายที่สำคัญคือ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมหัวหน้าเครือข่าย นายสมภพ (สงวนนามสกุล) หรือ “บังดำ” อายุ 38 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ประเวศ กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนงที่ จ.1001/2569 ลงวันที่ 2 ต.ค. 69 ข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า , ยาไอซ์ หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าหรือก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยผิดกฎหมาย , ร่วมกันครอบครองสารที่มีผมต่อประสาท (เคตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต และสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน” (จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลการจับกุมยาบ้าจำนวน 120,000 เม็ด ในพื้นที่ย่านประเวศ )

โดยบังดำมีประวัติเคยถูกดำเนินคดีมาแล้ว 7 คดี ดังนี้

Advertisement

1.พ.ศ. 2550 ถูกดำเนินคดีข้อหา “ครอบครองยาบ้าเพื่อจำหน่าย” พื้นที่ สน.ประเวศ
2.วันที่ 10 ก.ย. 51 ถูกดำเนินคดีข้อหา “พยายามฆ่าผู้อื่น” จากการใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย พื้นที่ สน.ประเวศ
3.พ.ศ. 2552 ถูกดำเนินคดีข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราฯ” พื้นที่ สน.พระโขนง
4.วันที่ 28 ก.ค. 52 ถูกดำเนินคดีข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นที่มิใช่ภรรยา, หน่วงเหนี่ยวกักขัง และทำร้ายร่างกาย” จากการถูกนักศึกษานักศึกษาสาวราชภัฏ ปี 4 เข้าแจ้งความว่าขณะยืนรอรถเมล์ บังดำ ได้ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาเห็นแล้วอาสาขับขี่ไปส่งเรียนหนังสือ แต่พาเลี้ยวพาลากเข้าห้อง กักขัง ทำร้าย และล่วงละเมิดทางเพศ พื้นที่ สน.ประเวศ
5.วันที่ 28 มิ.ย. 55 ถูกดำเนินคดีข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” พื้นที่ สน.ประเวศ
6.วันที่ 7 ม.ค. 57 ถูกดำเนินคดีข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น” จากการใช้อาวุธปืนไล่ยิงผู้เสียหาย พื้นที่ สน.ประเวศ
7.พ.ศ.2559 ถูกดำเนินคดีข้อหา “พ.ร.บ.การพนัน” พื้นที่ สน.ประเวศ

โดยจับกุมตัวได้ที่ บ้านเช่าแห่งหนึ่งใน ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

ตรวจยึดของกลาง และ ทรัพย์สิน ดังนี้

1.ยาบ้า 1,644 เม็ด
2.ยาไอซ์ 63 กรัม
3.เคตามีน 2.5 กรัม
4.โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง (พบข้อมูลการแชทสนทนากับทนายความเพื่อปิดปากพยาน)
5.รถยนต์โตโยต้า 1 คัน
6.รถจักรยานยนต์ 5 คัน

โดยพฤติการณ์ทางคดี สืบเนื่องจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ที่มีการสืบสวนขยายผลเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพ กระทั่งได้พบข้อมูลในหลายคดีต่างเชื่อมโยงไปถึงบุคคลเดียวกันซึ่งมีนามว่า “บังดำ” แต่ทว่าเจ้าหน้าที่กลับไม่อาจทราบได้ว่าเจ้าของฉายานามนี้แท้จริงคือใคร

พล.ต.ต.ธีรเดช เปิดเผยต่อว่า ทางการสืบสวนเจ้าหน้าที่พยายามที่จะยืนยันตัวบุคคลบังดำให้ได้ว่าเป็นใคร ทว่าในทุกคดีที่มีการจับกุมหัวจ่ายรายสำคัญ เมื่อเจ้าหน้าที่ซักถามขยายผลถึงบังดำ เหล่าหัวจ่ายมักแสดงถึงท่าทีหวาดกลัวไม่กล้าให้การ จนทำให้การขยายผลการจับกุมมักไปได้ไม่สุด จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. บังดำ คือ นายสมภพ (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่เขตประเวศ กรุงเทพฯ ตรวจสอบแล้วพบประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญาไม่ต่ำกว่า 7 คดี ไม่ว่าจะเป็น ยาเสพติด , อาวุธปืน , พยายามฆ่า , ร่วมกันฆ่า และ ข่มขืนกักขังทำร้ายนักศึกษาสาว

โดยในปัจจุบันเจ้าหน้าที่พบข้อมูลจากการขยายผลยืนยันได้ว่าบังดำเป็น “ระดับหัวหน้าเครือข่ายยาเสพติด” ในพื้นที่ย่านประเวศ คอยควบคุมสั่งการลูกน้องในเครือข่ายอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดศูนย์กลางแพร่ระบาดอยู่ที่ชุมชนหลังโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในซอยอ่อนนุช หากแต่เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่เจ้าหน้าที่อำพรางพยายามสอดแนมอยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด ยังไม่มีใครพบเห็นบังดำได้ เชื่อได้ว่ามีการระมัดระวัง มีความรู้ในการต่อต้านการสืบสวนเป็นอย่างดี

พล.ต.ต.ธีรเดช เปิดเผยถึงแผนปฏิบัติการว่า เนื่องจากสภาพพื้นที่แหล่งแพร่ระบาด และการค้นหาตัวบังดำในพื้นที่ มีความยากยิ่งเพราะสภาพแวดล้อมเป็นชุมชนแออัด ซึ่งล้วนแต่มีแต่เครือญาติหรือคนรู้จักกันทั้งสิ้น ประกอบกับสมรภูมิที่ได้เปรียบเจ้าหน้าที่อย่างสุดขีด เส้นทางคับแคบและซับซ้อน แม้เจ้าหน้าที่จะอำพรางเข้าไปในพื้นที่เพื่อสืบหาข่าว ก็จะถูกนกรู้ส่งข่าวแจ้งเตือนกันอยู่ตลอดเวลา และบางครั้งจะมีการนัดซื้อขายยาเสพติดในพื้นที่กองขยะรกร้าง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าพื้นที่สืบสวนได้เลย จึงส่ง พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สืบสวน 3 บก.สส.บช.น. หรือ “สารวัตรแจ๊ะ” ใช้กลยุทธ “อำพราง” ในแฝงตัวเข้าพื้นที่เป็นประจำจนกว่าจะพบตัวบังดำให้ได้ซึ่งเจ้าหน้าที่ต่างประชุมวางแผนกันเป็นเวลาหลายวันกว่าจะเลือกได้ว่าจะต้องอำพรางอย่างไรให้ภารกิจนี้สำเร็จได้

กระทั่ง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. และ นายปฤณ เมฆานันท์ผอ.ปปส.กทม. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น. ร่วมกับ ป.ป.ส.กทม. กว่า 50 นายเปิดปฏิบัติการ “รถขยะอำพราง” นำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจสอบ 5 จุด โดยเริ่มจากการเข้าตรวจค้นภายในชุมชนย่านซอยอ่อนนุช พบผู้ติดยาเสพติดจำนวน 9 ราย และสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาในเครือข่ายบังดำได้ 5 ราย คือ 1.นายร๊อต (สงวนนามสกุล) , 2.น.ส.ทิพวรรณ(สงวนนามสกุล) , 3.น.ส.บุษรา (สงวนนามสกุล) , 4.นายณัฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) และ 5.นายปฏิวัติ(สงวนนามสกุล) จากการขยายผลพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบังดำ หากแต่เมื่อเจ้าหน้าที่สอบถามถึงบังดำกลับไม่มีผู้ใดทราบถึงถิ่นที่อยู่ของบังดำได้แม้แต่คนเดียว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้พบข้อมูลเบาะแสจากสายลับจนนำไปสู่การอำพรางเข้าไปจับกุมตัว นายสมภพฯ หรือบังดำ ได้ขณะหลบหนีไปกบดาลอยู่ภายในบ้านเช่าย่าน ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการภายหลังการจับกุมตัวและขยายผล เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้นำตัวบังดำและผู้ต้องหาในเครือข่าย รวมทั้งสิ้น 6 ราย นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ประเวศ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในส่วนของผู้ติดยาเสพติด 9 ราย เจ้าหน้าที่ได้นำตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูต่อไป

ในชั้นจับกุม บังดำ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนเองไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่มาจับกุมตนเองด้วยเรื่องอะไร ตนเองไม่เกี่ยวข้องใดกับยาเสพติด และขอใช้สิทธิปรึกษาทนายความ”

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า “การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บชน. , ป.ป.ส.กทม. และ กทม. นำไปสู่การปราบปราม ตั้งแต่ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงระดับหัวหน้าเครือข่ายได้ในที่สุด โดยทางคดีจากการขยายผลยังพบพยานหลักฐานในอีกหลายคดีเชื่อมโยงไปถึงบังดำ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการขยายผลเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมในอีกหลายส่วนจนถึงที่สุด เพื่อมิให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ขอสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการปราบปรามปัญหายาเสพติดอย่างเข้มข้น และเด็ดขาด ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี หากประชาชนท่านใดมีเบาะแส สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1386 ได้ตลอด 24 ชม.”