แม่ภัทร หลั่งน้ำตา แจ้งความจับลูกชาย จ้างกู้ภัยอุ้มส่งศูนย์ดูแล ชี้ลูกไม่สำนึกผิด

8.10.26 | 11:52 น.

แม่ภัทร หลั่งน้ำตา แจ้งความจับลูกชาย จ้างกู้ภัยอุ้มส่งศูนย์ดูแล ชี้ลูกไม่สำนึกผิด


วันนี้ 8 ตุลาคม นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พร้อมทีมงาน นำตัว “นางณภัทร” ผู้เป็นแม่ เข้าพบ พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด หลังถูกลูกชายแท้ๆ จ้างวานรถกู้ภัยมาอุ้มตัวไปกักขังไว้ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ เปิดเผยว่า การเดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.วังทองหลาง ในเวลา 10.00 น. ครั้งนี้ เป็นการแจ้งความเอาผิดอย่างถึงที่สุดกับทุกคนที่มีส่วนร่วมในขบวนการอุ้มกักขัง ไม่ว่าจะเป็นลูกชาย ผู้รับจ้าง หรือผู้เกี่ยวข้องในศูนย์ดูแล

ซึ่งหลังจากออกจากรายการโหนกระแส ได้มีการพูดคุยกับแม่ภัทร ซึ่งแม่ภัทรมีความประสงค์จะแจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่แรกที่เกิดเรื่อง ณ บ้านพักในพื้นที่วังทองหลาง จากกรณีที่มีการจ้างทีมกู้ภัยมาจับตัวแม่ภัทรไป โดยมีข้อมูลว่ากู้ภัยให้สัมภาษณ์ยอมรับเรื่องการพันธนาการแม่ภัทรจริง

Advertisement

ด้านแม่ภัทรเผยว่า จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกหรือใครก็ตาม แม้จะมีความรู้สึกสงสารลูกตามสัญชาตญาณแม่ แต่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้บทเรียน โดยเมื่อได้พบลูกหลังเกิดเหตุ ลูกชายระบุว่าไม่ทราบสภาพความเป็นอยู่ภายในศูนย์ดูแล จึงได้กระทำการเช่นนั้น

ทั้งนี้เล่าเพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ขณะถูกอุ้มตัวจากบ้าน ระบุว่า ในวันเกิดเหตุลูกชายอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยอ้างว่าจะมาคุยเรื่องงาน เมื่อคุณแม่กดรีโมตเปิดประตูบ้านให้ พบว่ามีชายแปลกหน้า 2 คนเข้ามาพร้อมกัน จากนั้นชายดังกล่าวได้เข้ามาทางด้านหลัง คนหนึ่งล็อกปิดปาก และอีกคนยกขาอุ้มออกไปนอกรั้วบ้านขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ข้างกำแพง นัดเห็น เมื่อวางลงท้ายรถตู้และปล่อยมือออกจากปาก แม่ภัทรได้ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ชายดังกล่าวจึงผลักคุณแม่ขึ้นท้ายรถตู้ ต่อยแม่ภัทร พร้อมบอกให้อย่าร้อง ก่อนใช้กุญแจมือล็อกและให้นอนบนเปลในรถ โดยแม่ภัทรจำรอยสักที่มือของชายคนดังกล่าวได้ ทั้งพยายามสอบถามตลอดทางว่าพาไปไหน เพราะเกรงว่าจะถูกอุ้มไปฆ่x

ทั้งนี้ระหว่างทางมีการเปลี่ยนรถตู้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งบริเวณใต้สะพานยูเทิร์นเพชรเกษม 97 โดยรถคันใหม่จอดเทียบชิดกัน ทำให้อม่ภัทรถูกผลักข้ามไปยังรถอีกคันทันทีโดยไม่มีโอกาสหนีหรือร้องขอความช่วยเหลือเนื่องจากเกรงจะถูกทำร้ายซ้ำ ในจังหวะที่รถคันเดิมถอยออก แม่ภัทรสามารถสังเกตและจดจำเลขทะเบียนรถคันที่จับตัวมาได้ ระหว่างเดินทางแม่ภัทรขอเข้าห้องน้ำเนื่องจากปวดท้อง แต่คนที่อุ้มมาปฏิเสธ และบอกให้ฉี่รดกางเกงหากทนไม่ไหว แม่ภัทรจึงถามผู้คุมตัวมาว่า ลูกชายมาพาไปฆ่xใช่หรือไม่ หากจะฆ่าอย่าทรมานให้ทำทีเดียว

เมื่อไปถึงศูนย์ดูแลที่จังหวัดกาญจนบุรี แม่ภัทรถูกล็อคกุญแจมือแน่นจนเป็นรอยเขียว และมีชาย 2 คน หญิง 1 คนมาพาตัวไป เมื่อแม่ภัทรหันไปเห็นลูกในที่เกิดเหตุก็ไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้เพราะจุกในอก และทราบว่าลูกเป็นคนจ้างจริง จากนั้นแม่ภัทรถูกนำไปขังในห้อง โดยมีบุคคลชื่อ “เจ๊แมว” เข้ามาอ้างว่าเป็นพยาบาลและเจ้าของสถานที่ เมื่อแม่ภัทรทักท้วงเรื่องข้อกฎหมาย บุคคลดังกล่าวได้พูดข่มขู่ จับถอดเสื้อผ้า และบังคับใส่แพมเพิส พร้อมยัดยานอนหลับและบีบยาให้กิน

แม่ภัทรเล่าเพิ่มอีกว่าภายในศูนย์มีการใช้ไม้พายข่มขู่ ตีทำร้ายร่างกาย และบังคับให้ผู้ถูกกักขังเต้นร้องเพลงเพื่อถ่ายรูปส่งให้ญาติดูว่ามีความสุข หากไม่ทำตามจะถูกอดข้าวหรือถูกตี นอกจากนี้ ผู้ถูกกักขังทุกคนอยู่ในภาวะหวาดกลัว และถูกทำโทษตลอดเวลา

ทั้งนี้ได้รับการช่วยเหลือหลังจากลูกชายของเจ๊แมวซึ่งเพิ่งกลับจากต่างประเทศได้สังเกตเห็นคุณแม่นั่งอ่านหนังสือ และจดบันทึกด้วยท่าทีปกติ จึงเข้ามาพูดคุย จนแม่ภัทรได้เล่าว่าถูกอุ้มตัวมาและไม่ได้ยินยอม และตนเป็นผู้ป่วยจิตเวช ต่อมาประมาณ 2 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าแม่ภัทรจะได้ออกจากศูนย์ โดยมีลูกชาย และน้องสาวมารับตัวกลับ ซึ่งก่อนออกจากศูนย์ เจ้าหน้าที่พยายามกล่าวหาว่าคุณแม่ขโมยของ และจะเอากระเป๋าไปค้น แต่น้องสาวได้ทักท้วงให้ค้นต่อหน้า

ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในทางกฎหมาย เหตุการณ์กักขังหน่วงเหนี่ยวเป็นการกระทำผิดที่เกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่พื้นที่วังทองหลางจนถึงกาญจนบุรี พนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุหรือกองปราบปรามจึงมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีได้

อย่างไรก็ตามแม่ภัทรระบุว่า ไม่ไว้ใจตำรวจในพื้นที่กาญจนบุรีเนื่องจากพนักงานของศูนย์มีสามีเป็นตำรวจในพื้นที่ ส่วนประเด็นเรื่องการไกล่เกลี่ยทรัพย์สินหรือโรงงานนั้น แม่ภัทรยืนยันว่ายังไม่มีการไกล่เกลี่ยหรือตกลงเรื่องคืนทรัพย์สินใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจะดำเนินคดีกับลูกชายหรือไม่ แม่ภัทรตอบด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่ายืนยันจะดำเนินคดีต่อลูกชาย เพราะลูกชายดูไม่สำนึก ไม่ใจอ่อนแล้ว จะให้ครั้งนี้เป็นบทเรียน ก่อนจะเดินเข้าไปใน สน. วังทองหลางเพื่อแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป