ผบช.สตม.สั่งการทลายเครือข่ายค้าโคเคนชาวไนจีเรีย ตะลึงพบอุปกรณ์ผลิตผสมชอล์กและเบคกิ้งโซดาในโคเคนหลอกขายผู้เสพ
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 16 ต.ค. พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผ ดี รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล รอง ผบช.สทส. ช่วยราชการ สตม., พล.ต.ต.ก้องชาติ เลี้ยงสมทรัพย์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บก.ตม.1 นำโดย พ.ต.ท.สุธีรฐ์ ธีระสวัสดิ์ รอง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1, พ.ต.ท.ทวีทรัพย์ ชัยภูมิ, พ.ต.ท.สุริโย ไชยยอด สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 และชุดสืบสวน ร่วมกับ กก.ปอพ. บก.สส.สตม., นปส.นานา กก.1 บก.ปส.1 บช.ปส. และสำนักงาน ป.ป.ส. บูรณาการกำลังร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มชาวต่างชาติผิวสีที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติไนจีเรียได้จำนวน 3 ราย พร้อมตรวจยึดโคเคนรวมประมาณ 103 กรัม และของกลางที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติด พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 ล้านบาท
จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เสี่ยงต่อการกระทำความผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่า MR.F อายุ 42 ปี สัญชาติไนจีเรีย มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) แก่กลุ่มชาวต่างชาติเป็นประจำ
เจ้าหน้าที่จึงวางแผนให้สายลับติดต่อสั่งซื้อโคเคน โดยนัดหมายส่งมอบยาเสพติดในพื้นที่ที่กำหนด กระทั่งเวลาประมาณ 19.10 น. ผู้ต้องหาได้ขับรถเก๋งมายังจุดนัดหมาย ก่อนส่งมอบโคเคนบรรจุในห่อพลาสติกสีดำ จำนวน 4 ก้อน น้ำหนักรวมประมาณ 2.4 กรัม ให้แก่สายลับ
ภายหลังการส่งมอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สะกดรอยติดตามรถยนต์ของผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่องโดยไม่คลาดสายตา จนถึงบริเวณริมถนนประเสริฐมนูกิจ เมื่อผู้ต้องหาลงจากรถและพบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ ได้แสดงท่าทีพยายามหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อที่ตัวของ Mr.F โดย Mr.F ยอมรับว่าเป็นเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายยาเสพติดให้แก่สายลับจริง
เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”
โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านนวมินทร์ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของคนผิวสีชาวแอฟริกันเมื่อเจ้าที่บุกเข้าไปภายในร้านกลุ่มชาวต่างชาติผิวสีได้แตกกระจายวิ่งหนีกันอลหม่านโดยเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวและตรวจสอบวีซ่าจำนวนหลายรายพบว่า 1 รายวีซ่าขาด
ทราบชื่อ MR.C อายุ 21 ปี สัญชาติไนจีเรีย จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง พบว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดแล้ว
เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจับกุมในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”
นับเป็นอีกหนึ่งผลการปฏิบัติที่สะท้อนถึงความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่ฝ่าฝืนกฎหมายคนเข้าเมือง แม้จะเป็นการตรวจพบระหว่างปฏิบัติภารกิจอื่นก็ตาม
ภายหลังจับกุม MR.F ผู้ต้องหารายแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามข้อมูลเบื้องต้น โดยผู้ต้องหาให้การว่าโคเคนที่นำมาจำหน่ายได้รับมาจากชายชาวต่างชาติอีกคนหนึ่ง ซึ่งพักอาศัยอยู่ภายในอพาร์ตเมนต์ใกล้เคียง
เจ้าหน้าที่จึงขยายผลการสืบสวนทันที โดยนำตัวผู้ต้องหาไปชี้สถานที่และจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบ กระทั่งพบชายชาวต่างชาติเดินลงมาจากชั้น 2 ของอพาร์ตเมนต์ดังกล่าว
เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ ทราบชื่อ MR.C อายุ 43 ปี สัญชาติไนจีเรีย ซึ่งไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางหรือหลักฐานการได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรได้ และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
จากข้อมูลการสืบสวนและพยานหลักฐานที่ปรากฏ เจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าภายในห้องพักของผู้ต้องหาอาจมียาเสพติดหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดซุกซ่อนอยู่ และมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากรอหมายค้น สิ่งของดังกล่าวอาจถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน จึงดำเนินการตรวจค้น
ผลการตรวจค้นพบของกลางสำคัญ ได้แก่ 1.ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) น้ำหนักประมาณ 101 กรัม 2.ถุงพลาสติกสำหรับแบ่งบรรจุยาเสพติดจำนวนมาก 3.เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัลสำหรับชั่งน้ำหนักยาเสพติด
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบ ชอล์ก สำหรับเขียนกระดานดำและเบคกิ้งโซดาจำนวนมากรวมถึงเครื่องปั่นและถ้วยตวงภายในห้องพักดังกล่าวจากการสอบถาม ผู้ต้องหาให้การว่าชอล์กและเบคกิ้งโซดาที่พบตนเองได้ซื้อมาเพื่อเอาไว้ผสมกับโคเคนเพื่อให้ได้ปริมาณมากให้ได้กำไรมากขึ้นจากการจำหน่ายโดยไม่สนใจผลกระทบต่อร่างกายของผู้เสพแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”
การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นผลสำเร็จจากการบูรณาการกำลังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมิได้หยุดเพียงการจับกุมผู้จำหน่ายรายย่อย แต่ยังสามารถขยายผลไปถึงผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นแหล่งจัดหายาเสพติด พร้อมตรวจยึดโคเคนได้เพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก สอดคล้องกับนโยบายการใช้ข้อมูลข่าวกรองนำการปฏิบัติและการทลายเครือข่ายอาชญากรรมอย่างเป็นรูปธรรม
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขอประชาสัมพันธ์ว่า การลักลอบจำหน่ายยาเสพติด การให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย และการฝ่าฝืนกฎหมายคนเข้าเมือง ล้วนเป็นการกระทำที่อาจมีความผิดและมีโทษตามกฎหมาย
ขอความร่วมมือประชาชน เจ้าของสถานประกอบการ ผู้ประกอบการที่พัก และผู้ให้เช่าอาคารหรือห้องพัก ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเห็นบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย เช่น มีการเข้าออกที่พักผิดปกติ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรืออาจเป็นบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง ขอให้แจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตรวจสอบ


