ทนายอั๋น เข้าติดตามออกเลขสืบสวนเขากระโดง พร้อมขอคุ้มครองพยานคดีฮั้ว สว. จ่อฟ้องเท็จผู้ร้องปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางเข้ายื่นเอกสารเพื่อแสดงตนและติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ พร้อมสอบถามเลขรับเรื่องหรือเลขสืบสวนที่เกี่ยวข้อง และยื่นเรื่องขอให้พิจารณามาตรการคุ้มครองพยานหรือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลความปลอดภัย หลังถูกคุกคามและละเมิดสิทธิ โดยต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่
นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า ประเด็นแรก ตนมาติดตามการออกเลขสืบสวนคดีลำรางสาธารณะเขากระโดง ซึ่งมองว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคดี สส.ไอเดียร์ สามารถออกเลขสืบสวนได้ภายในวันเดียว แต่คดีเขากระโดงผ่านมา 5-6 เดือนแล้วยังไม่ออกเลขสืบสวน และติดอยู่แต่อธิบดีดีเอสไอเพียงคนเดียว ซึ่งหากอธิบดีดีเอสไอยกคำร้องคดีนี้ ตนก็จะไปฟ้องคดีอาญาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยการมา DSI ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 9 ที่พูดถึงคดีลำรางสาธารณะเขากระโดง แต่ไม่มีใครออกมาโต้แย้งแม้แต่คนเดียว
ประเด็นที่ 2 ตนมา DSI เพื่อขอคุ้มครองพยานในคดีพิเศษที่ 24/2568 คดีฮั้ว สว. “อั้งยี่-ฟอกเงิน” ซึ่งตนเป็นพยานปากแรกที่ DSI เรียกสอบ และคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยการขอคุ้มครองพยานนั้น น.ส.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท หรือ “สส.แมว” เป็นคนแนะนำตน และในวันนี้มีตำรวจ 2 นาย คุ้มครองพยานให้ สส.แมว ตั้งแต่ปลายปี 2568 แล้วทำไมตนถึงจะได้รับการคุ้มครองบ้างไม่ได้ ทั้งๆ ที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตาในเรื่องการทุจริตจนกระทั่งรับเป็นคดีพิเศษ และมีกองทุนคุ้มครองพยานที่มาจากเงินภาษีประชาชน หากตนไม่ได้การคุ้มครองพยาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตตนด้วย

นายภัทรพงศ์ เปิดเผยอีกว่า ตนเตรียมไปพบ น.ส.สุขสมรวย วันทนียกุล ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพูดคุยและรวบรวมเรื่อง GPS ที่ติดตามรถยนต์ว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่ ถ้าไม่มีส่วนรู้เห็นก็ควรใช้ความเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการไปยังสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 ให้ตนตรวจสอบดูกล้องวงจรปิดได้ รวมทั้งการไปร้องทุกข์ที่กองปราบปราม ทราบว่ามีการเสนอผู้บัญชาการตำรวจแล้ว พร้อมทั้งตนได้ประกาศชื่อเจ้าของซิมจนมีข่าวว่าเจ้าตัวหลบหนีออกนอกพื้นที่ไปแล้ว ส่วนผู้ร้องแบบปกปิดชื่อ น.ส.เอ มีสายรับแจ้งมาบอกล่าสุดว่ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ แต่การมาร้องเอาผิดบุคคล 8 ราย ในข้อหา “อั้งยี่, ซ่องโจร และล้มล้างการปกครอง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 และ 210 จะต้องมีเจตนาร่วมกันในการประชุมปรึกษาวางแผน หารือกัน หรือเป็นสมาชิกขององค์กรเพื่อไปทำในสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากคดีฮั้ว สว. ที่มีองค์กรและเป็นสมาชิกพรรคการเมืองชัดเจน
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนบุคคล 8 รายที่ถูกร้อง ตนไม่ได้รู้จักใครเลยเป็นการส่วนตัว จะไปประชุมปรึกษาวางแผนอะไรกัน แต่อยู่ดีๆ กลับลากตนเข้ามาในคดีเพื่อเบี่ยงเบนกระแสสังคมจากเรื่องรถยนต์ที่ถูกติด GPS หรือไม่ ทั้งนี้ หากสุดท้ายตนสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้อง จะฟ้องกลับหรือไม่นั้น ขอบอกว่าไม่ต้องถึงขั้นพิสูจน์ให้ทราบว่า น.ส.เอ เป็นใคร การแจ้งความลักษณะนี้ถือว่าเข้าข่ายแจ้งความเท็จได้
เมื่อถามว่าผู้ถูกร้องทั้ง 8 ราย เคยมีการพูดคุยหารือกันในคดีบัตรเลือกตั้งหรือไม่ ทนายอั๋น กล่าวว่า ตนเคยเจอ อ.สมชัย และ อ.ปริญญา 1-2 ครั้ง ตามรายการโทรทัศน์เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง หรือพูดคุยสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะช่วยให้ดีขึ้นได้อย่างไร ส่วนหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่คันนายาว ตนไม่เคยไปเลย
นอกจากนี้ ทนายอั๋นได้นำของขวัญมามอบให้ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีดีเอสไอ โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ เป็นตัวแทนมารับ แต่ไม่สามารถรับของขวัญดังกล่าวได้ ทนายอั๋นจึงแกะของขวัญโชว์ต่อหน้าสื่อมวลชนทันที ซึ่งภายในเป็นแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดติดกระดาษแผนที่ลำรางทางเดินสาธารณะเขากระโดง และภาพข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์

