‘ทนายวิฑูรย์’ ควงเหยื่อครีมเถื่อนแบรนด์ดังแจ้ง บก.ปคบ. จี้เร่งคดี หลังปล่อยเงียบกว่า 2 เดือน เผยพบคลิปเสียง ‘อดีตบิ๊กตำรวจ’ เป็นตัวกลางเคลียร์คดี ตัวย่อชื่อเหมือนนักร้องดังยุค 90
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายวิฑูรย์ เก่งงาน ในฐานะทนายความ พร้อมด้วยตัวแทนผู้เสียหาย ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้าดังยี่ห้อหนึ่ง หลังพบว่ามีการลักลอบผลิต และผสมครีมไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย และตรวจพบสารอันตรายทั้งสารปรอท สเตียรอยด์ และไฮโดรควิโนน ส่งผลให้ผู้ใช้ทั่วประเทศได้รับความเสียหายหน้าพังเป็นวงกว้าง
ทนายวิฑูรย์เปิดเผยว่า คดีนี้เริ่มต้นจากการที่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนหน้า โดยทาง บก.ปคบ.ได้ให้ส่งตัวอย่างครีมไปตรวจวิเคราะห์ที่แล็บเอกชน โดยผู้เสียหายต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ผลปรากฏว่าตรวจพบสารอันตรายร้ายแรง ได้แก่ สารปรอท สเตียรอยด์ และไฮโดรควิโนน ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักที่ใช้เป็นสถานที่ลักลอบกวนครีม ยึดของกลางเป็นครีมที่กวนเองจำนวน 20 กิโลกรัม และผลิตภัณฑ์บรรจุกระปุกพร้อมขายอีก 1,000 กระปุก
“มีการเอาเครื่องกวนขนมมากวนครีม วันดีคืนดีเอาเครื่องกวนครีมมากวนขนม แย่ยิ่งกว่าไม่ได้มาตรฐานอีก” ทนายวิฑูรย์กล่าว
แม้ก่อนหน้านี้มีการส่งตัวอย่างครีมไปตรวจยืนยันซ้ำที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ผ่านมานานกว่า 2 เดือนผลตรวจก็ยังไม่ออกและคดีไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งได้มีเบาะแสสำคัญเป็นคลิปเสียงหลุดออกมา 2 คลิป โดยคลิปแรกเป็นเสียงของอดีตรองผู้บัญชาการหน่วยงานตำรวจแห่งหนึ่ง
โดยมีการพูดคุยกับเจ้าของแบรนด์ในทำนองให้ความมั่นใจว่า คดีสารอันตรายมีโทษแค่ปรับปากเปล่า ไม่ต้องติดคุก และไม่มีการลงโทษรุนแรง ขณะที่คลิปเสียงที่สองเป็นเสียงของหนึ่งในเจ้าของแบรนด์ ที่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนสั่งซื้อเครื่องตีแป้งมาใช้กวนครีมเอง โดยสลับเอามาใช้ทำขนมและกวนครีมสลับกันไป ซึ่งทนายวิฑูรย์ได้เปิดคลิปเสียงดังกล่าวต่อหน้าสื่อมวลชนในการแถลงข่าววันนี้ด้วย

เบื้องต้นทางทนายความ และผู้เสียหายเตรียมดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง, ความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีการโฆษณาอันเป็นเท็จว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดี และใช้ได้ผลจริง
ด้าน นางสาวทิวาพร งามผิวเหลือง หรือที่รู้จักในวงการขายครีมว่า “แม่หมิว 101” ตัวแทนจำหน่ายซึ่งเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง และเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ที่หลงเชื่อสั่งซื้อครีมราคาสูงมาใช้ และบอกต่อ เพราะเชื่อมั่นในความน่าเชื่อถือและระยะเวลาการทำแบรนด์ที่ยาวนาน แต่ในช่วงที่ใช้กลับต้องเผชิญกับอาการหน้าเป็นรอยแดง ลอก แสบ คัน ทรมานอย่างหนัก โดยทางแบรนด์อ้างว่า “ทุกคนต้องแหกก่อน ถึงจะสวย”
กระทั่งในวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนถูกตำรวจเรียกมาสอบปากคำ และนำสำนวนให้ดู จึงได้รู้ความจริงว่าครีมดังกล่าวเป็นครีมกวนเองและมีสารอันตรายร้ายแรง หลังจากนั้นตนจึงรีบหยุดขายและเก็บเงียบเพราะกลัวความผิด ขณะที่ทางแบรนด์ไม่มีการแจ้งเตือนตัวแทนหรือลูกค้าเลย แถมยังมีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์กลับมาขายต่ออย่างหน้าตาเฉย ส่งผลให้ลูกค้าที่ซื้อตามในเครือข่ายของตนทั่วประเทศได้รับความเสียหายหน้าพัง สิวขึ้น และผิวหน้าอักเสบกว่า 40 ราย โดยบางรายอาการหนักถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาล วันนี้ตนจึงต้องการออกมาเป็นกระบอกเสียงแทนผู้เสียหายทั่วประเทศ
ด้าน นางบังอร จันทร์ฉาย ผู้เสียหายอีกรายหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกค้าของคุณหมิวเปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์รายหนึ่งซึ่งยอมเจียดเงินเก็บหลักหมื่นบาทและเงินจากสามีมาซื้อครีมชุดดังกล่าวมาใช้ต่อเนื่องถึง 7 เดือน ด้วยความเชื่อมั่นจากภาพรีวิวว่าใช้แล้วผิวหน้าดี แม้ระหว่างใช้จะรู้สึกแสบร้อน หน้าแดง แต่ก็ทนทำตามคำบอกเล่าที่ว่าต้องอดทนถึงจะสวย จนกระทั่งไม่มีครีมใช้และหยุดใช้ไป หน้าก็เกิดอาการพังลุกลามอย่างหนัก ต้องใช้เวลาพยายามรักษาตัวนานร่วม 2 เดือน วันนี้จึงตัดสินใจเดินทางมาร้องทุกข์เพราะไม่อยากให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อสูญเสียเงินทองและสุขภาพผิวหน้าแบบตนอีก
ทั้งนี้ ทนายวิฑูรย์และกลุ่มผู้เสียหายได้ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ บก.ปคบ. ให้เร่งรัดดำเนินคดีนี้อย่างจริงจังและรวดเร็วเช่นเดียวกับคดีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชื่อดังอื่นๆ และคดีดิไอคอน ที่สามารถออกหมายจับได้ภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากคดีนี้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนทั่วประเทศไม่ต่างกัน
ทั้งนี้ นางสาวอรนุชญา รุ่งเรืองนพรัตน์ หรือ “ทนายไข่มุก” กล่าวเสริมว่า ขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ให้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจท้องที่หรือ บก.ปคบ. ได้ทั่วประเทศเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้กับบุคคลอื่นอีก


