‘ธีระเดช เจียรสุขสกุล’ เปิดแผนวิทย์-คณิตยุคใหม่ ปั้นเด็กไทยเก่งคิด-วิเคราะห์

6.08.26 | 15:07 น.

หมายเหตุ – มติชน สัมภาษณ์ นายธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ถึงแนวทางการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ รวมถึงทิศทางการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


๐แนวทางการพัฒนาหลักสูตรวิทย์-คณิต?

ปัจจุบันหลักสูตรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ยังอิงตามตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 โดยปกติได้มีการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ทั้งหนังสือและสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่องทุกปี ส่วนการปรับหลักสูตรใหม่นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เริ่มประชุมจัดทำกรอบหลักสูตรใหม่ระดับขั้นพื้นฐานตั้งแต่ปี พ.ศ.2567 โดยมีนักวิชาการจาก สสวท.เข้าร่วม ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำหลักสูตรใหม่ไปทดลองใช้ในโรงเรียนอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการวิจัยของ สพฐ. เพื่อเก็บข้อมูลในงานวิจัย ทั้งนี้ หลักสูตรใหม่จะมุ่งเน้นสมรรถนะและทักษะ การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และส่งเสริมความเป็นเลิศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่วนจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อไรนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอความชัดเจน ของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น คาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในเดือนกันยายนนี้ เชื่อว่าหาก พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่แล้วเสร็จ ก็จะนำไปสู่การประกาศใช้หลักสูตรใหม่ต่อไป

สำหรับหลักสูตรใหม่จะกำหนดเนื้อหา ทักษะ และตัวชี้วัด แต่การนำไปใช้ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานศึกษา โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ที่ต้องฝึกให้เด็กคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผล และใช้คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์ต้องเน้นการทดลองและการเข้าใจ จนถึงการสามารถอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งรูปแบบการเรียนในห้องจึงต้องเป็น Active Learning เช่น การเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-based) หรือการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้กระบวนการตั้งสมมุติฐาน การทดลอง เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างเป็นระบบ

Advertisement

๐มีการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้ในการเรียนการสอนวิทย์-คณิตหรือไม่ อย่างไร?

สสวท.เริ่มใช้หลักสูตร AI ตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 โดยร่วมกับ สพฐ.และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำร่องใน 1,500 โรงเรียน เริ่มตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย การเรียนการสอน จะเน้นให้เข้าใจว่า AI คืออะไร ให้เด็กสามารถแยกแยะให้ออกระหว่าง AI กับเรื่องจริง ซึ่งจะมีการเรียนรู้ผ่านสื่อที่มีความเรียบง่าย, ส่วนระดับมัยมศึกษาตอนต้น เน้นเรียนรู้หลักการทำงาน รู้เท่าทัน AI และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เน้นการเรียนรู้เชิงลึก การต่อยอด และประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ ยังมีคอร์สพัฒนาครู เพื่อนำ AI มาช่วยลดภาระงาน เช่น การออกแบบแผนการสอน การจัดกิจกรรม และการประเมินผลนักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งครูต้องรู้เท่าทันความเสี่ยงด้านจริยธรรม โดยต้องมีการเปลี่ยนแนวทางการออกข้อสอบหรือการบ้าน จากการเน้นท่องจำหรือดูผลลัพธ์ปลายทาง มาเป็นการวัดกระบวนการคิดวิเคราะห์ การนำความรู้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาได้จริง

สสวท.ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา และได้ร่วมสนองพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการพัฒนาเยาวชนด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการจัดทำสื่อ 60 พรรษา สสวท. ร่วมกับ สพฐ. จัดทำชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับใช้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้น โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และโรงเรียนขยายโอกาส, โครงการจัดทำสื่อ 65 พรรษา เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 ทาง สสวท. ร่วมมือกับ สพฐ. ได้จัดทำชุดการเรียนรู้สมบูรณ์แบบ (Comprehensive Learning Package) ประกอบด้วยชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และโรงเรียนพระปริยัติธรรม และโครงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนโครงการพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเพิ่มทักษะครู และสนับสนุนสื่อ อุปกรณ์การสอน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนพระปริยัติธรรม

นอกจากนี้ ยังมีระบบบทเรียนออนไลน์ เช่น Project 14 (คลิปวิดีโอ) และ myIPST (เว็บพอร์ทัล) ให้ครูและนักเรียนทั่วประเทศสามารถเข้าไปศึกษา ทำแบบฝึกหัด และทดสอบความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยการจะดันผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กให้สูงขึ้นนั้น ไม่สามารถพึ่งพาเพียงแค่หลักสูตรที่ดีเท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญหลายด้านควบคู่กันไป ได้แก่ ความพร้อมของครูผู้สอน ทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ ตลอดจนแรงบันดาลใจของตัวผู้เรียน การเชื่อมโยงกับบริบทรอบตัว มากกว่าการเรียนรู้ผ่านหน้าจอหรือการท่องจำแบบเดิม และเมื่อมีการปรับหลักสูตร ระบบการสอบวัดผลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับหลักสูตร เช่น ข้อสอบ PISA ที่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง และการทำงานร่วมกันเป็นทีม ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียนก็ต้องปรับตัวตาม เพื่อสร้างเด็กไทยให้มีทักษะกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ

๐หลายภาคส่วนมองว่าการศึกษาไทยรั้งท้าย?

เสียงสะท้อนที่มองว่าการศึกษาไทยล้าหลัง แต่ทาง สสวท.มองว่า ‘การศึกษาไทยยังมีความหวัง’ แม้จะมีความท้าทายหลายประการ แต่จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสในการจัดอบรม ครูไทยส่วนใหญ่มีความตั้งใจจริงและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเด็ก ยิ่งในภาวะที่อัตราการเกิดและจำนวนประชากรเด็กน้อยลง หากมองในแง่ดีจะเป็นโอกาสอันดีที่ระบบการศึกษาจะสามารถดูแล และฟูมฟักนักเรียนทุกคนได้อย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ต้องช่วยสนับสนุนจัดสรรงบประมาณด้านอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้ให้ทั่วถึง เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษา