‘ประวิต’ เผย พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ปรับกำลังคน-งบประมาณ เร่งเชื่อมโลกเรียนรู้-ทำงาน ผ่าน Credit Bank
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) บรรยายพิเศษหัวข้อ “27 ปี สู่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่” ฉายภาพของร่างกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ ในงานสัมมนา Matichon forum 2026 Thailand Education Next for All: พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมข้อเสนอในการร่วมกันกำหนดทิศทางและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในอนาคต

รศ.ดร.ประวิตกล่าวว่า การศึกษาไทยในปัจจุบันเสมือน ‘ช้างที่กำลังป่วย’ พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1.Manpower System (ระบบกำลังคน) การพัฒนาการศึกษาที่ยังถูกแยกส่วน ทำให้ขาดทิศทางเดียวกัน ขาดความยืดหยุ่น และไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์, 2.Financial System (ระบบงบประมาณ) แม้งบประมาณด้านการศึกษาที่ไทยจัดสรรจะอยู่ในระดับสูง แต่ปัญหาหลักคือ การใช้งบประมาณยังไม่มีประสิทธิภาพ และใช้ไม่ตรงจุด และ 3.Accountability System เมื่อเกิดปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษาหรือเรียนจบมาแล้วไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ คำถามคือใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งที่ผ่านมามักโยนความรับผิดชอบกันระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และสังคม ทำให้ขาดทิศทางไปสู่ผลลัพธ์การศึกษาที่แท้จริง

รศ.ดร.ประวิตกล่าวต่อว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ซึ่งมีมติให้มียกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับใหม่ เนื่องจากถึงเวลาที่เหมาะสมในการออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ของระบบการศึกษา ขณะนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้ลงนามและได้ส่งร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อตรวจสอบรายละเอียด ก่อนบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้นจะส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาต่อไป ซึ่งจุดเด่นของร่างฉบับนี้คือ ได้รับการยอมรับและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมสูงถึง 90% เนื่องจากมีการเปิดกว้างให้พรรคการเมือง ภาคประชาสังคม ครู และนักเรียน เข้ามาร่วมในการแสดงความคิดเห็น

“จากผลการศึกษาวิจัยและถอดบทเรียนระดับสากล ชี้ให้ให้เห็นตรงกันว่า ประเทศที่มีประสิทธิภาพด้านการจัดการศึกษาสูงสุดทั่วโลกล้วนมีปัจจัยสำคัญร่วมกัน 4 ประการ ซึ่งได้ถูกนำมาเป็นหัวใจสำคัญในการยกร่าง เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ จากการศึกษาและวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับสากล รวมถึงถอดบทเรียนจากองค์กรระดับโลก พบว่าปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ดังนี้ 1.Back to School คำตอบและจุดเริ่มต้นของการศึกษาทั้งหมดต้องอยู่ที่โรงเรียน 2.เจาะลึกห้องเรียนสองมิติ ห้องเรียนคือสถานที่หล่อหลอมเด็ก ในยุคใหม่ห้องเรียนไม่ได้มีแค่ห้องสี่เหลี่ยมอีกต่อไป แต่แบ่งเป็น Physical Classroom และ Virtual Classroom ระบบการศึกษาจึงต้องออกแบบโลกทั้งสองใบนี้ควบคู่กัน เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะ
3.ครูคือหัวใจแห่งความสำเร็จ สอดคล้องกับข้อเสนอของ เซอร์ ไมเคิล บาร์เบอร์ (Sir Michael Barber) ที่ระบุว่า ‘ไม่มีผลลัพธ์ใดของนักเรียนในประเทศใดที่จะสูงไปกว่าความสามารถของครูในประเทศนั้น’ หากมีครูเก่ง เราจะได้ลูกศิษย์ที่มีคุณภาพ ดังนั้นโจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การแก้ปัญหาเรื่อง Manpower System และ 4.School as Learning Community ทำให้โรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ระหว่างเด็ก, ครู และผู้ปกครอง” รศ.ดร.ประวิตกล่าว

รศ.ดร.ประวิตกล่าวต่อว่า ผลวิเคราะห์เบื้องหลังร่วมกับ OECD พบตัวเลขที่สะท้อนสัญญาณเตือนหลายประการเกี่ยวกับเด็กไทย ดังนี้ ความใส่ใจของผู้ปกครองลดลง เปอร์เซ็นต์ของผู้ปกครองที่ใส่ใจดูแล ซักถาม และพูดคุยกับเด็กเรื่องการเรียนในรอบที่ผ่านมาลดลง, ความทุ่มเทของครูไทยเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน ความเอาใจใส่ของครูไทยในการสอนเพิ่มและให้คำปรึกษานอกเวลาเพิ่มขึ้น, วิกฤตการถูกบูลลี่ออนไลน์ เด็กไทยที่ระบุว่าตนเอง “ถูกบูลลี่ในระบบออนไลน์” พุ่งสูงติดอันดับ 10 ของโลก สะท้อนว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางด้านทักษะอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Skills) อย่างรุนแรง การออกแบบการศึกษาจึงต้องสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางอารมณ์และสังคม’ ให้เกิดขึ้นในตัวเด็กด้วย
“การร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ มีความแตกต่างจากฉบับก่อนหน้า ดังนี้ 1.สร้างระบบนิเวศและสมัชชาการศึกษา การบอกว่าการศึกษาเป็นหน้าที่ของครูและโรงเรียนอย่างเดียวเป็นคำตอบมิติเดียวที่ไม่ครอบคลุม พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ จึงออกแบบให้เกิดสมัชชาการศึกษาในระดับพื้นที่ เปิดให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม 2.บูรณาการนโยบายไร้รอยต่อผ่าน ‘คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ’ ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวกับการศึกษาไม่ต่ำกว่า 40 หน่วยงาน และกระทรวงที่จัดการศึกษาไม่ต่ำกว่า 10 กระทรวง ปัญหาที่ผ่านมาคือ การเมืองเปลี่ยน รัฐมนตรีเปลี่ยน แต่ขาดทิศทางเดียวกัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ จึงมีกรรมการจากทุกบอร์ดชุดสำคัญ เพื่อกำหนดนโยบายร่วมกัน” รศ.ดร.ประวิตกล่าว

รศ.ดร.ประวิตกล่าวต่อว่า สำหรับการขับเคลื่อนการศึกษาในอนาคต ศธ. ได้วาง 5 โจทย์สำคัญตามนโยบาย Education 2030 ประกอบด้วย 1.การวางแผนกำลังพลใหม่ (Manpower System) เนื่องจากอัตราการเกิดของเด็กที่ลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 4 แสนกว่าคน หมายความว่าในอีก 6 ปีข้างหน้า เด็กจำนวนนี้จะก้าวเข้าสู่ระดับประถมศึกษา ศธ. จึงต้องทบทวนความเหมาะสมของจำนวนโรงเรียน บุคลากร และการปรับเปลี่ยนงบค่าใช้จ่ายบุคลากรให้กลายเป็นงบลงทุน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2.เตรียมปรับสูตรโครงสร้างการเงินให้สอดรับกับ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณ 3.การเชื่อมโยงการเรียนรู้ (Credit Bank) เชื่อมโยงโลกการทำงานเข้ากับโลกการเรียนรู้ผ่านระบบ Credit Bank ซึ่งจะเป็นโจทย์ใหญ่ในการขับเคลื่อน 4.การลงทุนในปฐมวัย ให้ความสำคัญกับการศึกษาปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีการลงทุนคุ้มค่าที่สุดและให้ผลตอบแทนสูงสุดในการพัฒนาทุนมนุษย์ และ 5.การยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่สากล เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยให้เทียบเคียงระดับสากล ผ่านตัวชี้วัดสำคัญ เช่น การประเมินผล PISA

“นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ดำเนินการทำ Technical Review กับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วในส่วนของคณะกรรมการนโยบายการศึกษา (EDPC) ซึ่งพร้อมจะส่งมอบเพื่อรับการรีวิว ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำระบบการศึกษาไทยไปเทียบเคียงกับมาตรฐานสากลต่อไป ซึ่งเป็นหนึ่งในเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และผู้บริหารของ ศธ.” รศ.ดร.ประวิตกล่าว

– ‘ประเสริฐ’ ชู พลิกโฉม 27 ปี พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ปลดล็อกโรงเรียน-คืนเวลาครู ปั้นทุนมนุษย์ พัฒนาประเทศ
– เริ่มแล้ว เวทีมติชน พลิกโฉมอนาคตการศึกษา วงวิชาการแจมคับคั่ง ภาคการเมืองร่วมถกปมปลดล็อก

