‘วุฒิสาร’ ชี้การศึกษาไทยติดกับดักเหลื่อมล้ำ จี้รื้อระบบจัดสรรงบรายหัว-เติมทรัพยากรร.ร.เล็ก เร่งค้นหาเด็กหลุดระบบ 6 แสนคน

28.10.26 | 12:42 น.

‘วุฒิสาร’ ชี้การศึกษาไทยติดกับดักเหลื่อมล้ำ จี้รื้อระบบจัดสรรงบรายหัว-เติมทรัพยากรร.ร.เล็ก เร่งค้นหาเด็กหลุดระบบ 6 แสนคน สร้างโอกาสปั้นทุนมนุษย์

 

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ มติชนจัดงาน “Matichon Forum 2026 Thailand Education Next for All: พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมข้อเสนอในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย โดยมีร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการศึกษา


ศ.วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) บรรยายพิเศษหัวข้อ “ลดช่องว่าง สร้างโอกาส ปั้นทุนมนุษย์” ตอนหนึ่งว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิด ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการกำหนดเป้าหมายการศึกษาระยะยาว เพื่อเป็นหมุดหมายที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามรัฐบาลหรือรัฐมนตรี โดยยุทธศาสตร์ 20 ปีของประเทศควรมีเป้าหมายด้านการศึกษาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ที่ผ่านมา การศึกษาไทยมีโครงการและนโยบายจำนวนมากที่สั่งการจากส่วนกลางลงไปยังโรงเรียน จนบางแห่งต้องติดป้ายโครงการเต็มรั้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพการศึกษาจะดีขึ้นตามไปด้วย จึงต้องกลับมาทบทวนว่าแกนหลักของการพัฒนาการศึกษาคืออะไร

“ผมคิดว่าคำตอบของการพัฒนาระบบการศึกษาทั้งหมดอยู่ที่โรงเรียนและครู หากเรากลับมามองตรงนี้ได้ วิธีแก้ปัญหาเชิงระบบก็จะเปลี่ยนไป จุดมุ่งหมายเรื่องโครงสร้างที่จะทำให้พ.ร.บ. การศึกษาฯ เป็นทางออกและโอกาส แต่คำถามคือ ช่องว่างเรื่องการศึกษามีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งผมอยากจะชวนทุกคนคิดต่อ ว่าเราจะปั้นทุนมนุษย์ไปในทิศทางใด ความท้าทายเชิงโครงสร้างของระบบการบริหารประเทศที่มีอยู่ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการศึกษาก็ไม่ต่างกัน” ศ.วุฒิสาร กล่าว

ศ.วุฒิสาร กล่าวต่อว่า อันแรกคือยุทธศาสตร์ที่ไร้กระดูกสันหลัง ซึ่งหมายถึง การไม่ได้มองถึงแกนหลักอย่างแท้จริง ว่าประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคืออะไร ประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจหลายรูปแบบ และเราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจท่องเที่ยว แต่ว่า ซึ่งเปรียบเหมือน เศรษฐกิจศาลพระภูมิ คือมีเสาเดียวล้มแล้วล้มเลยแต่เศรษฐกิจสำคัญคือภาคเกษตรในทำนองเดียวกัน การศึกษาถ้าไม่กลับมาสู่แกนสำคัญที่สุด ก็จะเสียโอกาสนั้นไปเช่นกัน เงื่อนไขความสำเร็จข้อแรกเลยคือโรงเรียน และครู ถ้าเราสามารถมองย้อนกลับไปตรงนี้ได้การแก้ปัญหาเชิงการพัฒนาระบบการศึกษาก็จะเปลี่ยนไปขณะนี้มีความพยายามที่จะทำหลายเรื่องที่ตอบโจทย์มากขึ้น เช่นนวัตกรรมเรื่องงบประมาณที่ทำให้ระบบการจัดสรรงบประมาณนั้นมีความยืดหยุ่น

Advertisement

ศ.วุฒิสาร กล่าวว่า ตนเคยเป็นกรรมการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และเคยตั้งโจทย์เรื่องการจัดสรรงบประมาณรายหัว (Capitation) โดยเสนอว่าควรนำหลักเกณฑ์ ค่าสัมประสิทธิ์ความยากลำบาก (Hardship Coefficient) มาใช้กับโรงเรียนขนาดเล็ก เนื่องจากโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยมีต้นทุนการจัดการศึกษาสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป เช่น ครูที่ต้องเดินทางลงจากดอยมาประชุมเพียงครั้งเดียว ก็อาจมีค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันจำนวนมาก จึงต้องหาวิธีจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

“วันนี้ผมดีใจที่ศธ. พูดถึงแนวทางในกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูประบบการเงินการศึกษาใหม่ เพราะการแก้ปัญหาการศึกษาไม่ควรเป็นเพียงคำสั่งจากหอคอยงาช้าง หรือการบริหารแบบบนลงล่าง (Top-down) เท่านั้น แต่ต้องทำให้บทบาทของคณะกรรมการนโยบายตามที่ออกแบบไว้ในกฎหมาย ทำงานควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น”ศ.วุฒิสาร กล่าว

ศ.วุฒิสารกล่าวต่อว่า โจทย์สำคัญคือการบูรณาการแนวดิ่ง ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงพื้นที่ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือจากฐานราก และต้องไม่ผูกขาดบทบาทการจัดการศึกษาไว้ที่ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว เพราะทั้งหมดเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องร่วมกันแก้ไข แม้จะเป็นปัญหาที่วนเวียนอยู่ในกับดักเดิม แต่จากแนวทางที่ศธ.นำเสนอ เชื่อว่าการแก้ปัญหาอาจมีทิศทางที่ดีขึ้น

ศ.วุฒิสารกล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า Perfect Storm หรือพายุความท้าทายหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยมีอย่างน้อย 3 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา ได้แก่ เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือน ปัจจัยแรกคือ เทคโนโลยีและ AI ที่กำลังขยายความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล โดยความแตกต่างด้านการเข้าถึงและความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในลักษณะ K-shaped ซึ่งช่องว่างระหว่างกลุ่มที่มีความพร้อมกับกลุ่มที่เสียเปรียบขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจัยที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ระบบการศึกษาต้องปรับตัวอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา มักมีการอธิบายว่าการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพทำได้ยากเพราะมีเด็กจำนวนมาก แต่เมื่อวันนี้จำนวนเด็กลดลง คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้ยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างไร แทนที่จะปล่อยให้ปัญหาเดิมดำรงอยู่ต่อไป

ส่วนปัจจัยที่สามคือ ความเปราะบางทางเศรษฐกิจและหนี้สินครัวเรือน ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อระบบงบประมาณและการคลังของประเทศ แต่ยังกระทบโดยตรงต่อโอกาสทางการศึกษาของเด็ก เมื่อครัวเรือนมีภาระหนี้สินและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมากขึ้น ความสามารถในการลงทุนด้านการศึกษาย่อมลดลง ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองอาจมีเวลาให้กับการดูแลและสนับสนุนการเรียนรู้ของบุตรหลานน้อยลง เพราะต้องทุ่มเทเวลาไปกับการทำงานและหารายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวนายวุฒิสารกล่าวว่า ความท้าทายเหล่านี้เป็นสภาพความเป็นจริงของโลกที่ประเทศไทยต้องยอมรับและหาทางรับมือ โดยเฉพาะการทำให้การศึกษาไม่กลายเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ แต่สามารถช่วยลดช่องว่างและสร้างโอกาสให้เด็กทุกกลุ่มได้อย่างแท้จริง

 

ศ.วุฒิสาร กล่าวว่า ในฐานะประธานกองทุนกสศ.มีความเชื่อสำคัญเกี่ยวกับการศึกษา 3 ประการ ประการแรก การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะหากคนในสังคมไม่ได้รับการศึกษาที่ดี ก็ยากที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง ประการที่สอง เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงมีอยู่ แม้ประเทศไทยจะพยายามสร้างความเป็นธรรมผ่านการจัดสรรทรัพยากรและมาตรการต่างๆ แล้วก็ตาม โดยความเหลื่อมล้ำมี 2 มิติ ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพของระบบการศึกษา และ ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสหรือความสามารถในการใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความพร้อมและต้นทุนชีวิตแตกต่างกัน ทำให้แม้จะได้รับโอกาสตามกฎหมายเท่ากัน แต่ก็อาจไม่สามารถใช้โอกาสนั้นได้อย่างเท่าเทียมกัน

ประการที่สาม การแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาต้องเริ่มจากหน่วยที่เล็กที่สุด คือโรงเรียน ส่วนการศึกษานอกระบบต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ เพราะแม้จะมีกฎหมายและโครงสร้างการบริหารที่ดีเพียงใด แต่หากไม่สามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงในโรงเรียนและพื้นที่ได้ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ

ศ.วุฒิสาร กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันทุกด้าน แต่คือการลดช่องว่างให้อยู่ในระดับที่สังคมยอมรับได้ และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง เนื่องจากความแตกต่างด้านรายได้และโครงสร้างประชากรเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำให้เท่ากันได้ทั้งหมด แนวทางแก้ปัญหาจึงควรดำเนินการ 2 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ ยกระดับคุณภาพระบบการศึกษาทั้งในและนอกระบบ ให้มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น เพื่อไม่ให้คุณภาพการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับต้นทุนหรือสถานะของผู้เรียนค้นหาและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการศึกษาได้จริง เพราะแม้กฎหมายกำหนดให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาภาคบังคับและเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาได้ แต่ความสามารถในการใช้โอกาสของเด็กแต่ละคนยังแตกต่างกัน จึงต้องมีมาตรการสนับสนุนให้เด็กสามารถก้าวผ่านข้อจำกัดของตนเองได้นายวุฒิสารกล่าวย้ำว่า หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือการปรับวิธีคิดจากการมุ่งให้ความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างโอกาสที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร มีทางเลือก และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างแท้จริง

“ผู้เรียนทั้งในระบบและนอกระบบเปรียบเสมือนผู้โดยสารบนขบวนรถไฟ แต่ไม่ได้มีโอกาสนั่งในตู้โดยสารระดับเดียวกันทั้งหมด โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การลดช่องว่างระหว่างผู้เรียนแต่ละกลุ่มให้มากที่สุด แนวทางสำคัญคือการยกระดับคุณภาพโรงเรียนและครู โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ยังขาดแคลนทรัพยากร เมื่อเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่า จะทำอย่างไรให้ช่องว่างด้านคุณภาพและศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนลดลง พร้อมเติมเต็มสิ่งที่โรงเรียนขนาดเล็กยังขาดอยู่ ซึ่ง กสศ. ได้ดำเนินการผ่านหลายโครงการ เช่น โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น และโครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันมากขึ้น ส่วนผู้เรียนกลุ่มที่สอง เปรียบเสมือนคนที่ต้องลงจากรถไฟระหว่างทาง เพราะเผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือปัญหาส่วนตัวจนไม่สามารถเรียนต่อในระบบได้ กลุ่มนี้จำเป็นต้องมีระบบรองรับหรือ Safety Net เพื่อไม่ให้การออกจากระบบการศึกษากลายเป็นการสูญเสียโอกาสในชีวิตไปโดยสิ้นเชิง กสศ. จึงร่วมมือกับศธ. ขับเคลื่อนระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น การเรียนรู้ควบคู่การทำงาน (Learn to Earn) และระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเปิดทางให้ผู้เรียนสามารถประกอบอาชีพไปพร้อมกับการเรียนรู้ และสะสมผลการเรียนรู้เพื่อนำไปต่อยอดการศึกษาในอนาคตได้ รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างทางเลือกให้แก่ผู้ที่ไม่สามารถอยู่ในระบบการศึกษาแบบเดิมได้ สำหรับผู้เรียนกลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองมีสิทธิและโอกาสทางการศึกษา หรือไม่รู้ว่าจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากที่ใด เปรียบเสมือนคนที่ยังไม่รู้ว่าสถานีรถไฟอยู่ตรงไหน จึงไม่สามารถเริ่มต้นเดินทางได้”ศ.วุฒิสาร กล่าว

ศ.วุฒิสาร กล่าวต่ออีกว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน พบว่า จากการนำข้อมูลเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักมาจับคู่ตรวจสอบ ปัจจุบันยังมีเด็กและเยาวชนประมาณ 600,000 คนที่ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งหรือสถานะได้อย่างชัดเจน โจทย์แรกของการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดหาที่เรียน แต่ต้องเริ่มจากการค้นหาให้พบก่อนว่าเด็กอยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นภารกิจที่ กสศ. กำลังเร่งดำเนินการ เพื่อให้สามารถติดตาม ช่วยเหลือ และเชื่อมโยงเด็กแต่ละคนเข้าสู่โอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมกับชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง

ศ.วุฒิสารกล่าวว่า หลังจากค้นพบเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดทำทางเลือกที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยต้องวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดของเด็กแต่ละกลุ่ม เพื่อออกแบบแนวทางช่วยเหลือให้สอดคล้องกับความต้องการ ทั้งการกลับเข้าสู่การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการพัฒนาทักษะเพื่อประกอบอาชีพ ปัจจุบัน กสศ. มีข้อมูลที่จำแนกกลุ่มเด็กและเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษาออกเป็นกลุ่มหลัก พร้อมดำเนินโครงการช่วยเหลือที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งเด็กที่ยังอยู่ในระบบและเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา

ภารกิจดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง กสศ. ศธ. และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ หากหน่วยงานเหล่านี้สามารถประสานการทำงานและเชื่อมโยงทรัพยากรเข้าด้วยกันได้ ก็จะช่วยยกระดับการแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้น

ศ.วุฒิสารกล่าวว่า แนวทางยุทธศาสตร์ใหม่ของ กสศ. คือการยกระดับทุนมนุษย์ด้วยการลงทุนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Invest Early) โดยนำงานวิจัยและบทเรียนจากผลการประเมิน PISA รวมถึงข้อเสนอขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มาวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางให้โรงเรียนปรับตัวและพัฒนาคุณภาพพื้นฐานของการจัดการศึกษาขณะเดียวกัน กสศ. จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่สนับสนุนการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ทั้งการจัดสรรทุนการศึกษาและโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ก่อนกลับไปเป็นครูในพื้นที่ที่ขาดแคลนบุคลากร ช่วยให้การจัดสรรครูสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละชุมชนมากขึ้นระบบการศึกษาไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร แต่มีปัญหาเรื่องการกระจายตัว ดังนั้น การจัดสรรและการกระจายทรัพยากรใหม่ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพการศึกษา

”การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการพัฒนาทุนมนุษย์และยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเปรียบเทียบการพัฒนาการศึกษากับการปลูกต้นไม้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีผู้ถาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าใช้ปุ๋ยชนิดใดปลูกต้นไม้ที่บ้านสวนพลูจนเจริญงอกงาม ได้รับคำตอบว่า “ปุ๋ยที่ดีที่สุดของต้นไม้ คือเงาของผู้ปลูก” ซึ่งหมายถึงความเอาใจใส่ การดูแล รดน้ำ และพรวนดินอย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกัน ปุ๋ยที่ดีที่สุดของระบบการศึกษาในระดับโรงเรียน คือบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนที่ต้องเอาใจใส่และสนับสนุนการทำงานของครูและบุคลากร เพื่อให้การจัดการศึกษาเกิดผลอย่างแท้จริงถ้าเราคิดว่าการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ ทุกคนต้องเลิกส่งตาลปัตร แล้วหันมาให้ร่มเงาแก่ระบบการศึกษาร่วมกัน อย่าคิดว่าใครเป็นใครหรือเป็นพวกใคร แต่ต้องคิดว่าเรามีเป้าหมายร่วมกัน”ศ.วุฒิสาร กล่าว