พริษฐ์ เจาะไส้ ผล PISA ตี 4 โจทย์การศึกษาไทย ชี้เหลื่อมล้ำตั้งแต่ร.ร. ระดมบิลยัน เรียนฟรีไม่จริง

28.10.26 | 15:06 น.

พริษฐ์ เจาะไส้ ผล PISA ตี 4 โจทย์การศึกษาไทย ชี้เหลื่อมล้ำตั้งแต่ ร.ร. ระดมบิลยัน เรียนฟรีไม่จริง

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ กองบรรณาธิการมติชน จัดงาน “Matichon forum 2026 Thailand Education Next for All: พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมข้อเสนอ ร่วมกันกำหนดทิศทางและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในอนาคต ซึ่งมีร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่กำลังรอเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนการศึกษาไทย


โดยบรรยากาศเมื่อเวลา 08.30 น. บุคคลในแวดวงการศึกษา ภาคการเมือง และประชาชนผู้สนใจ ทยอยเดินทางเข้าร่วมอย่างคับคั่ง กระทั่งเวลาราว 11.15 น. เข้าสู่วงเสวนา ‘รวมพลังการเมือง ปลดล็อกการศึกษาไทย’ โดย
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม , นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน , นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายพีรวิชญ์ ขันติศุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ดีที่เราจะได้ทบทวนว่าโจทย์สำคัญของการศึกษาไทยยังเป็นโจทย์ต่างๆ อยู่หรือเปล่า เพราะเรามีผลการประเมิน PISA (ผลคะแนนและร้อยละของนักเรียนไทยในโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล) ซึ่งไม่ได้วัดแค่เรื่องของทักษะของเด็กและเยาวชนอย่างเดียว แต่มีการวัดมิติต่างๆ อีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบนโยบาย

Advertisement

“หลายคนน่าจะเห็นแล้วว่าคะแนนทักษะของเด็กไทยไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์มีการเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการวัดครั้งก่อนหน้านี้ แต่เชื่อว่าเราน่าจะเห็นตรงกันว่ายังมีภารกิจที่เหลืออีกพอสมควร ในมุมหนึ่งมีการเพิ่มขึ้นจากรอบที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการย้อนเพิ่มกลับไปเท่ากับเมื่อ 10-20 ปีก่อน ยังไม่นับว่าจะมีข้อถกเถียงเชิงวิชาการอีกว่า พอไปดูประเภทของนักเรียนที่ถูกวัดผลด้วย PISA รอบนี้จะเห็นว่าสถานะทางเศรษฐกิจซึ่งอาจเป็นตัวชี้วัดอยู่ในสถานะที่ครอบครัวรายได้สูงกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มนักเรียนที่ไปสอบ PISA เมื่อ 3 ปีก่อน เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นข้อที่จะต้องพิจารณากันต่อ” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อตนไปเจาะไส้ในของรายงาน PISA พบว่ามีความน่าสนใจ โดนสามารถตีออกมาเป็น 4 โจทย์ใหญ่สำคัญที่ตนคิดว่าเราน่าจะนำไปคิดต่อ ได้แก่ 1.ประสิทธิภาพ 2. ความเหลื่อมล้ำ 3. ความเห็นอกเห็นใจ 4. ความยืดหยุ่นของระบบในการรองรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

“โจทย์ที่ 1 คือเรื่องของประสิทธิภาพ ความจริงมิติหนึ่งที่เด็กไทยได้คะแนนสูงกว่าประเทศอื่น คือ PISA จะดูว่ามีเด็กกี่คนที่บอกว่าเวลาเจอความท้าทายพร้อมจะออกแรง ลงแรงมากขึ้นปรากฏว่าเด็กไทยตอบตรงนี้สูงกว่าประเทศอื่น
ซึ่งสะท้อนว่าเด็กไทยขยัน แต่ปัจจุบันคำถามคือจำนวนชั่วโมงทั้งในโรงเรียนและนอกห้องเรียนมันออกไปเป็นทักษะที่สามารถแข่งระดับนานาชาติได้หรือเปล่า อันนี้ผมคิดว่าเป็นโจทย์ของพวกเราฝ่ายการเมืองที่ต้องไปออกแบบนโยบายที่ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลายคนพูดกันมายาวนานเรื่องการจะจัดทำหลักสูตรใหม่มาแทนที่ เข้าใจว่าตอนนี้เราก็อยู่ในสภาวะที่มีการใช้หลักสูตรอยู่ 3 หลักสูตร นี่ก็เป็นจุดสำคัญว่ารัฐบาลชุดนี้จะสะสางปัญหาตรงนี้อย่างไรเพื่อให้เรามีหลักสูตรที่มันถูกใช้ในระดับชาติและช่วยยกระดับทักษะ สมรรถนะได้จริง” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า โจทย์ที่ 2 คือ ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งความจริงแล้วน่าตกใจมาก ว่า มิติที่เด็กไทยได้คะแนนน้อยกว่ามิติอื่น คือสัดส่วนเด็กที่ตอบว่าเชื่อในเรื่องของ Social Mobility (การขยับสถานะทางสังคม) หรือไม่ ว่าอนาคตของตนเองไม่ได้ถูกจำกัดโดยชาติกำเนิด ซึ่งสัดส่วนเด็กไทยที่ตอบว่าเชื่อต่ำมาก จึงสะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในประเทศเราปรากฏชัดตั้งแต่ในสถานศึกษา

“ในมุมหนึ่งเด็กคนไหนมาจากครอบครัวที่ยากจนก็จะเจอปัญหาว่าการเรียนฟรี ฟรีไม่จริง ผมไปไล่ระดมบิลค่าเทอมของเด็กโรงเรียนรัฐหลักสูตรปกติ ก็เห็นว่าค่าเฉลี่ยจากที่ผมเก็บมา 100 บิล ยังอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทต่อเทอม ยังไม่นับว่าแม้ว่าประกาศกระทรวงฯ จะมีการกำหนดไว้ว่าอะไรบ้างที่ต้องอยู่ในสิทธิการเรียนฟรี อะไรที่โรงเรียนห้ามคิดเพิ่ม พอไปดูในรายการที่โรงเรียนคิดเพิ่ม บางอย่างผมว่าเราก็ตั้งคำถามได้เหมือนกันว่ามันควรจะถูกรวมอยู่ในสิทธิการฟรีหรือสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยหรือเปล่า

เพราะฉะนั้นความเหลื่อมล้ำมันก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าทำไมเด็กจำนวนมากถึงรู้สึกว่าสังคมไทยความเหลื่อมล้ำสูง เขาจะขยัน จะพยายามแค่ไหนก็ถูกจำกัดด้วยสถานะทางการเงินของครอบครัว” นายพริษฐ์ กล่าว

จากนั้น นายพริษฐ์ กล่าวถึงโจทย์ที่ 3 คือ ความเห็นอกเห็นใจผู้เรียน ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งที่ไทยได้คะแนนต่ำกว่าประเทศอื่น จากคำถามประมาณว่า เวลาไปโรงเรียน เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนหรือไม่ มีเพื่อนไหม รู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่ ปรากฏว่านี่เป็นด้านที่ประเทศไทยได้คะแนนไม่ดีนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนกลับมาว่าโจทก์ของเราคือจะทำอย่างไรให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ให้เด็กแต่ละคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ทำอย่างไรให้มันเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่มีกลไกในการช่วยเหลือปัญหาสุขภาพจิตของผู้เรียนในโรงเรียน ทำอย่างไรให้เรามีระบบการศึกษาให้รองรับความหลากหลาย สามารถออกแบบโจทย์เส้นทางการเรียนของตัวเองได้

“ส่วนโจทย์สุดท้าย คือ ความยืดหยุ่นของระบบในการรองรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะพูดถึงหลักสูตรการรองรับทักษะการพัฒนา แต่อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือเทคโนโลยี เพราะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเมื่อเทคโนโลยีเข้ามา เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงคำถามคือ ณ เวลานี้ระบบการศึกษาของไทย ผู้ออกแบบนโยบายมีข้อยุติร่วมกันหรือยัง ว่าใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างไร หรือจะป้องกันความเสี่ยงอย่างไร เช่นเรามี AI (ปัญญาประดิษฐ์) เข้ามาแล้ว เราเห็นว่าสัดส่วนเด็กไทยใช้ AI สูงกว่าประเทศอื่นมาก คำถามคือเรามีแนวทางยุทธศาสตร์ของประเทศหรือยังว่าจะเพิ่มประโยชน์ที่ได้จากจุดนี้อย่างไร โดยไม่ทำให้การใช้ AI ไปทดแทนการพัฒนาทักษะบางอย่างที่มันยังจำเป็นอยู่” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า อีกด้านหนึ่งที่ รายงาน PISA บอกว่าไทยเดินสวนทางกับกระแสโลกคือสัดส่วนของโรงเรียนที่ไม่ให้นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในเวลาเรียน ซึ่งหากไปพิจารณาข้อมูลของ The Open Education Consortium (OEC) จะพบว่าสัดส่วนของโรงเรียนที่ห้ามนักเรียนใช้มือถือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ของไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาลดลง ซึ่งตนไม่ได้ฟันธงว่าใครผิดใครถูก แต่เราได้มาตกผลึกกันแล้วหรือยังว่าจะออกแบบเรื่องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการศึกษาอย่างไร เพื่อช่วยส่งเสริมการพัฒนาโดยไม่ทำลายศักยภาพทักษะของผู้เรียนในบางด้าน

– ‘อดิศร’ ชี้โจทย์ใหญ่ พ.ร.บ.การศึกษา จี้ปั้นเด็กปรับตัวเป็น-อยู่ร่วมกับความต่างได้
– ‘ประเสริฐ’ ชู พลิกโฉม 27 ปี พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ปลดล็อกโรงเรียน-คืนเวลาครู ปั้นทุนมนุษย์ พัฒนาประเทศ
– ‘ประวิต’ เผยกม.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ปรับกำลังคน-งบประมาณ เร่งเชื่อมโลกเรียนรู้-ทำงาน ผ่าน Credit Bank