ทลายแก๊งคอลฯเวียดนามโยงมะขามเปียกซุกไอซ์ยึดทองคำ 40 บาท รวบเพื่อนร่วมทีมหอบเงินติดสินบนคาโรงพัก

6.08.26 | 14:34 น.

รองจ๋อ วางแผนจับเวียดนามติดสินบน แกะรอยเส้นทางเงินจากคดียาเสพติด สู่เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ รวบ 4 เวียดนาม ขบวนการรับหน้าที่แปรสภาพเงินสดเป็นทองคำ ก่อนส่งต่อออกนอกประเทศ


เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รับผิดชอบงานยาเสพติด เปิดเผยว่า พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง ผกก.สส.บก.น.7 พร้อมตำรวจชุดปฏิบัติการจากศูนย์ปราบปรามยาเสพติด สืบ 7 และ สน.โคกคราม สนธิกำลังบูรณาการสืบสวนขยายผลตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. (สส) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. /ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. (หน.)ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. หลังแกะรอยเส้นทางการเงินจากคดียาเสพติด (ยาไอซ์ซุกกล่องพัสดุส่งไปญี่ปุ่น โยงบัญชีนายสมพงษ์ ) และคดีหลอกลวงออนไลน์ รูปแบบสแกมเมอร์หลอกนักศึกษาจับตัวเองเรียกค่าไถ่จนพบการแปลงสภาพเงินสดเป็นทองคำแท่งและโทรศัพท์มือถือ พบว่าขบวนการดังกล่าวมีพฤติกรรมแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ ปกปิดวิธีดำเนินการ และเข้าพักอาศัยร่วมกันที่ โรงแรมย่านนวมินทร์ จึงนำกำลังจับกุมผู้ต้องชาวเวียดนาม 3 ราย 1.นางสาวเฮียน อายุ 29 ปี สัญชาติเวียดนาม 2.นางสาว งัน อายุ 40 ปี สัญชาติเวียดนาม และ นาย เหงียน อายุ 33 ปี สัญชาติเวียดนาม โดยกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งหมดว่าเป็น “ร่วมกันเป็นอั้งยี่” ได้ที่โรงแรมย่านนวมินทร์ แขวงรามอินทรา เขตบึงกุ่ม กทม. เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นขยายผลกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1-3 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน (คอลเซ็นเตอร์)” ท้องที่สน.ลุมพินี และขยายผลผู้ต้องหาที่ 1 ข้อหา ร่วมกันเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ( ไอซ์ซ่อนในมะขามเปียกส่งญี่ปุ่น) ท้องที่ สน.บางยี่ขัน

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวเชื่อว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแปรสภาพเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน ก่อนส่งต่อไปยังผู้ร่วมขบวนการในต่างประเทศ สอบสวน น.ส.เฮียน ให้การรับว่าทำหน้าที่รับจ้างเดินทางไปซื้อทองคำและรับโทรศัพท์มือถือ ตามคำสั่งของหญิงชาวเวียดนามชื่อ “HOA” ผ่านแอพพลิเคชั่น Telegram โดยได้รับค่าจ้างวันละ 15 ดอลลาร์สหรัฐ เคยเดินทางเข้ามาปฏิบัติภารกิจในประเทศไทยแล้ว 2 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยวันที่ 31 ก..ค. รับคำสั่งให้ซื้อทองคำแท่งรวม 17 บาท ทุกครั้งที่เดินทางไปยังร้านทอง จะใช้หลักฐานการโอนเงินที่ผู้ว่าจ้างชำระไว้ล่วงหน้าเป็นหลักฐานรับมอบทองคำ ก่อนนำไปส่งต่อให้บุคคลที่นัดหมายไว้ในพื้นที่กทม. ก่อนจับกุมสืบเนื่องจากผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์แอบอ้างเป็นพนักงานบริษัทโทรศัพท์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระนอง อ้างว่าข้อมูลบัตรประชาชนถูกนำไปใช้เปิดบัญชีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน พร้อมส่งเอกสารคำสั่งศาลปลอม และข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อ “พิสูจน์ความบริสุทธิ์” ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินจำนวน 200,000 บาท เข้าบัญชีม้าของขบวนการ ก่อนเริ่มผิดสังเกตและเข้าแจ้งความที่ สน.ลุมพินี ทำให้สืบสวนขยายผลจนพบเครือข่ายดังกล่าว

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวอีกว่าภายหลังควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนที่ สน.โคกคราม มีผู้แจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่ามีความพยายามเสนอเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวผู้ต้องหาจึงวางแผนจับกุม ต่อมา น.ส.เล ทิ อายุ 39 ปี สัญชาติเวียดนาม ขับรถยนต์มาสน.โคกคราม ก่อนเดินเข้าไปภายในห้องไกล่เกลี่ยมอบเงินสด 150,000 บาท ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้ช่วยเหลือคดี จากนั้นส่งมอบเงินจึงจับกุมแจ้งข้อหา ให้สินบนเจ้าพนักงาน และยึดเงินสดจำนวนดังกล่าวเป็นของกลาง

Advertisement

 

รองผบช.น. เปิดเผยว่าคดีดังกล่าวเป็นผลจากการขยายผลคดียาเสพติดจนพบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีหน้าที่แปรสภาพเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงให้เป็นทองคำและโทรศัพท์มือถือ ก่อนส่งต่อไปยังผู้รับผลประโยชน์ในประเทศเวียดนาม ขบวนการดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่หลอกลวงเพียงอย่างเดียว แต่แบ่งหน้าที่เปลี่ยนเงินสดให้เป็นทรัพย์สินที่ติดตามได้ยาก เพื่อตัดเส้นทางการเงินก่อนส่งออกนอกประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนและการทำงานอย่างเป็นระบบขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฝากเตือนประชาชนว่า หากมีบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานต่าง ๆ โทรศัพท์มาข่มขู่ หรืออ้างให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยุติการติดต่อทันที พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสายด่วนที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 รายดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน ขยายผลติดตามผู้สั่งการ ผู้ประสานงาน และผู้ร่วมขบวนการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดำเนินคดี