ศาลปกครองกลาง สั่งกรมประมงกับพวก ยับยั้งการระบาดปลาหมอคางดำ ให้ประกาศ ‘สมุทรสงคราม’ เขตภัยพิบัติ

8.09.26 | 13:50 น.

ศาลปกครองกลาง สั่งกรมประมงกับพวก จัดการแก้ไข ‘ปลาหมอคางดำ’ พร้อมให้ มท.สั่งประกาศ ‘สมุทรสงคราม’ พื้นที่ภัยพิบัติ ทนายทีมฟ้องเชื่อคดีขึ้นสู่ศาลสูงต่อ ส่วนคดีเรียกค่าเสียหาย ‘เอกชน’ ลุ้นศาลแพ่งใต้นัดฟังคำสั่ง 14 ก.ย. รับ-ไม่เป็นคดีแบบกลุ่ม

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ในคดีที่ผู้ฟ้องคดีรวม 54 คน ฟ้องกรมประมง ที่ 1 กับพวก รวม 18 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร


สำหรับคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า กรมประมงที่ 1 กับพวก รวม 18 คน ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนนำไปสู่การแพร่ระบาดของสัตว์ดังกล่าวในหลายจังหวัดของประเทศไทย และละเลยไม่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในการสอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนทำให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนส่วนรวมได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล

โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐปราบปราม ฟื้นฟู และกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเป็นรูปธรรม  พร้อมประกาศภัยพิบัติเพื่อนำเงินมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ หรือไล่เบี้ยจากบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด

Advertisement

สำหรับหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ รวม 18 ราย ได้แก่ 1.กรมประมง 2.อธิบดีกรมประมง 3.คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ 4.คณะกรรมการระดับสถาบันด้านความปลอดภัยและความหลากหลายทางชีวภาพของกรมประมง 5.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 6.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 7.กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 8.อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 9.คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 10.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

11.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 12.คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 13.คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ 14.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 15.อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 16.กระทรวงมหาดไทย 17.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ 18.กระทรวงการคลัง

โดยคำฟ้องมีคำขอหลัก 4 ประเด็น คือให้รัฐเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาด, ประเมินความเสียหายและฟื้นฟูระบบนิเวศ, ประกาศพื้นที่ระบาดเป็นเขตช่วยเหลือผู้ประสบภัย และให้รัฐเรียกค่าเสียหายจากเอกชนที่เกี่ยวข้อง

ช่วงเช้าวันนี้มีกลุ่มประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมตัวแทนประชาชนจากจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลปกครองกลาง

นายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำในส่วนของคดีปกครอง ของสภาทนายความ กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า คดีนี้มีการฟ้องกรมประมง พร้อมหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐรวม 18 ราย วันนี้ศาลพิพากษาให้คนที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง โดยหลักคือกรมประมงและอธิบดีกรมประมงให้ปฏิบัติตามแผน การระงับยับยั้ง การแพร่ระบาดของประหมอคางดำต่อไป ซึ่งแผนนี้ได้มีการดำเนินการภายหลังจากที่มีการแพร่ระบาดอย่างหนัก อันนี้ประเด็นใหญ่ที่ศาลพิพากษา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องประกาศให้พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เป็นเขตภัยพิบัติเพื่อที่จะสามารถนำงบประมาณที่เกี่ยวข้องมาเบิกจ่ายได้โดยเร็ว ศาลพิพากษาในส่วนนี้ว่า อยู่ในความรับผิดชอบของของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ ศาลบอกว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาด ซึ่งคือ จ.สมุทรสงคราม ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ส่วนเขตจังหวัดอื่น ศาลมองว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีภูมิเนาหรือประกอบอาชีพอยู่ในพื้นนั้นจึงไม่ได้พิพากษาในส่วนนี้ ส่วนข้อหาอื่นๆ และผู้ถูกฟ้องคดีรายอื่น เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือกระทรวงการคลังศาลยกฟ้อง

เป้าหมายของผู้ฟ้องคดีคือต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลักๆ คือ กรมประมงกับอธิบดีกรมประมง ซึ่งเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้ก็ต้องขอบคุณศาลที่ได้มีคำพิพากษาที่ละเอียดมากความยาวกว่า 120 หน้า

ศาลสั่งให้รัฐ โดยกรมประมง ปฏิบัติตามแผนระงับยับยั้งและแก้ไขสถานการณ์ระบาดปลาหมอคางดำต่อไป คำพิพากษาจะมีผลภายหลัง 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ซึ่งคดีนี้ก็อาจจะยังต้องรอเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป

นายปรเมษฐ์กล่าวว่า ในฐานะคณะทำงานเราพอใจในระดับหนึ่ง มีหลายๆ ประเด็นที่เราฟ้องเพื่อให้มีการประเมินความเสียหาย และมีการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบบนิเวศ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีที่ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นส่วนตัว ในส่วนค่าเสียหาย เรามีคณะทำงานยื่นฟ้องอยู่ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เราเพียงต้องการให้มีการปกป้องคุ้มครองระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ทั้งเรื่องการป้องกันและแก้ไข

ส่วนที่คำพิพากษาระบุในส่วนเฉพาะ จ.สมุทรสงคราม แต่ไม่ให้จังหวัดอื่น คณะทำงานจะต้องไปประชุมหารือในรายละเอียด เพื่อจะเดินต่อ ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วยังไม่มีผลบังคับ ยังต้องรอให้คดีถึงที่สุดก่อน ถ้าไม่มีการอุทธรณ์ภายใน 30 วันคดีจะถึงที่สิ้นสุด แต่ถ้าอุทธรณ์ก็ต้องรอผลคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด มองว่าคดีระดับนี้ก็น่าจะมีการอุทธรณ์กันต่อไป

ในส่วนผู้ฟ้องจะอุทธรณ์คือประเด็นจังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากศาลเองก็บอกเบื้องต้นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 54 ราย ซึ่งเป็นประชาชนที่ประกอบอาชีพ ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องคดีเพื่อปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติรัฐสิ่งแวดล้อมได้

ด้านนายสิทธิพร ลีลานภาศักดิ์ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ และหนึ่งในคณะทำงานช่วยเหลือประชาชน เปิดเผยว่า ในส่วนของคำฟ้องทางคดีแพ่ง ฟ้องบริษัทเอกชนและกรรมการที่เกี่ยวข้องรวม 9 รายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดฟังคำสั่งวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่าจะรับเป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่ ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับไว้แล้ว แต่ทางคู่ความมีการยื่นอุทธรณ์ จึงมีการนัดฟังคำสั่งในวันดังกล่าว ซึ่งในส่วนของคำฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายไป 2,000 กว่าล้านบาท ให้กับกลุ่มผู้เสียหายในเกษตรกรในหลายพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม ที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 คน โดยมี 10 คนเป็นโจทก์ในคดีนี้ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญต่อการเรียกร้องค่าเสียหายของผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากในคดีนี้

นายปัญญา ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า พอใจกับคำพิพากษาระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงเดินหน้าแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเรื่องพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน จ.สมุทรสงคราม แต่ยังติดใจที่คำพิพากษาไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่าเป้าหมายของการฟ้องคดีไม่ได้ต้องการเพียงเงินชดเชย แต่ต้องการให้รัฐประเมินความเสียหาย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ และช่วยให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ

นายปัญญากล่าวต่อว่า หลังจากนี้เครือข่ายภาคประชาชนจะหารือร่วมกับจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อ รวมถึงพิจารณาการอุทธรณ์ โดยมองว่าคำพิพากษาวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันให้รัฐแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม