ส่งตัว’สมีโชติ-สีกาเอ๋’นอนคุก ตร.ค้น 6จุด ยึดทรัพย์720ล.พบเส้นเงิน-ใบอนุโมทนาเก๊ ชี้โอนจากมูลนิธิเถื่อนให้ตัวเอง พศ.แนะบริจาคเข้าบัญชีวัด
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ความคืบหน้ากรณี ตำรวจกองปราบปราม (บก.ป.) จับกุมนายอติโชติ อดีตพระวชิรญาณ วิ. หรือ หลวงพ่ออติโชติ หรือ สมีโชติ เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ต้องหาคดียักยอกเงินวัด พร้อม น.ส.ปุณยวีร์ รุ่งเรือง หรือ สีกาเอ๋ ก่อนนำตัวมาสอบปากคำตั้งแต่เวลา 23.00น.วันที่ 10 กันยายน ถึงเวลา 05.00 น. วันที่ 11 กันยายน
โดยนายอติโชติให้การปฎิเสธข้อหายักยอกทรัพย์ แต่รับสารภาพว่ามีความสัมพันธ์กับสีกาเอ๋มาประมาณ 2 ปี จากนั้นเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวทั้งสองไปฝากขังที่้ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)
ต่อมา เวลา13.00น. พนักงานสอบสวนนำตัวนายอติโชติ และ สีกาเอ๋ไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ขอฝากขังครั้งแรก โดยนายโชติฝากขังในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ฯ, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ, และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน’ และน.ส.ปุณยวีร์ หรือสีกาเอ๋ ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด และสมคบกัน ร่วมกันฟอกเงิน’ พร้อมคัดค้านการประกันตัว
ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองมีกำหนด 12 วัน นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 และศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งสองเป็นบุคคลตามหมายจับ ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฟอกเงินและความผิดตามกฎหมายอื่นที่มีอัตราโทษสูงที่จะต้องสอบสวนเส้นทางการเงินและขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง มีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานจึงยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราว
วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. กล่าวว่า คดีเริ่มจากเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับหนังสือร้องเรียน แจ้งเบาะแสอดีตพระวชิรญาณ (อติโชติ) มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม อาจมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ น.ส.ปุณยวีร์ ซึ่งไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ จากการตรวจสอบพบ 2 เส้นทางการเงิน จากใบอนุโมทนาบัตร เส้นแรกออกให้บุคคลที่เช่าวัตถุมงคล 22รายการ กว่า 2.8 ล้าน อีกเส้นเงินออกใบอนุโมทนาบัตรเพื่อบำรุงวัด 89 ล้านบาท รวม 2 เส้นเงิน 92 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอบพบไม่มีเงินจากเส้นเงินดังกล่าวเข้าบัญชีวัดแม้แต่บาทเดียว ทำให้เชื่อว่าเจ้าอาวาสทุจริตเงินวัด
จึงขอศาลอาญาทุจริตภาค 1 ออกหมายจับพระวชิรญาณ (อติโชติ) ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์, ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือทุจริต และสมคบกันร่วมกันฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ 83 (แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(5), 5, 10 และ 60
และ น.ส.ปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด (ยักยอก/ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ) และสมคบกันร่วมกันฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(5), 5 และ 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4) นำมาสู่การจับกุมและตรวจค้น 6 จุดในจ.พระนครศรีอยุธยา,ปทุมธานี,กรุงเทพฯ และ จ.บุรีรัมย์
สามารถยึดทรัพย์ที่แปรสภาพจากความศรัทธาของประชาชนกว่า 215 ล้านบาท ซุกซ่อนตามที่ต่างๆในกุฏิ เป็นเงินสด ทองคำแท่ง,ทองคำรูปพรรณ 1,066 บาททองคำ พระเครื่อง โฉนดที่ดิน หลังจากนี้ ป.ป.ช. และ ป.ป.ง.จะช่วยขยายผลต่อเพื่อแยกเส้นเงินออกมา และแยกคนไม่ดีออกจากวัดเพื่อคืนความศรัทธาให้ประชาชน
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สารตั้งต้นของ 2 เส้นเงินมาจากวัตถุมงคลของผู้มีจิตศรัทธา และเงินทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์วัดในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งแผนประทุษกรรม คือ เงินเส้นนี้โอนเข้าบัญชีมูลนิธิหวันโชติ ที่อดีตเจ้าอาวาสตั้งขึ้นเมื่อปลายปี2568 แต่มูลนิธิยังไม่ถูกต้อง ไม่สามารถออกอนุโมทนาบัตรได้ เมื่อเงินเข้ามูลนิธิก็โอนต่อเข้าบัญชีตัวเอง แต่ออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัด โดยทรัพย์สินส่วนหนึ่งอยู่ที่เจ้าอาวาส อีกส่วนอยู่ที่น.ส.ปุณยวีร์
สำหรับ.ปุณยวีร์ เข้ามาอยู่ที่วัดประมาณปี 2550 เป็นโยมอุปัฏฐาก โดยพบว่า เป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ 2562 ก่อนปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายในปี 2565 จากนั้นเริ่มมีทรัพย์สินจำนวนมาก มีบ้าน 2 หลัง ทั้งที่ไม่ได้ทำมาหากินอะไร ส่วนการสอบปากคำ สีกาเอ๋อ้างว่าเงินมาจากการหารายได้ แต่ตำรวจมีพยานหลักฐานเป็นเส้นเงินโดยไม่ปรากฎที่มาของทรัพย์สิน และใช้เงินผ่องถ่ายไปซื้อทรัพย์สินอื่นด้วย ส่วนอดีตเจ้าอาวาสให้การปฏิเสธโดยไม่สามารถชี้แจงทรัพย์สินที่มีอยู่ได้
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจค้นกุฏิตำรวจยึดทรัพย์สินของอดีตเจ้าอาวาส ทั้งเงินฝากในบัญชี 290 ล้านบาท ,เงินสด 138,309,986บาท ,ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ น้ำหนักรวมกว่า 1,000 บาททองคำ คิดเป็นเงินกว่า70ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินของสมีโชติ กว่า 498ล้านบาท ส่วนตำรวจยึดทรัพย์สินในบ้านพักทรัพย์สินของสีกาเอ๋ ย่านปทุมธานี เป็นเงินสด 3,873,614บาท ,ทองคำน้ำหนัก 90 บาท รวมมูลค่า 10,025,114บาท นอกจากนี้ตรวจยึดโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ, สมุดบัญชี 7 เล่ม, สัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ รวมเป็น 10 รายการ กรมธรรม์สุขภาพ 1ฉบับ, ใบประกันทองคำ 6 ใบ , ใบซื้อ-ขายทองคำ 7 ใบ, สลากออมสิน 4 ใบ รวมมูลค่า 215,229,847 บาท รวมทรัพย์สินของทั้งสองคนกว่า 720 ล้านบาท
นายกฤศกร กล่าวว่า จะร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. สุ่มตรวจพื้นที่เสี่ยงทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อป้องกันพระภิกษุนำเงินของวัดไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ส่วนการบริจาคเงิน ขอแนะนำประชาชนสแกนคิวอาร์โค้ดเงินจะเข้าสู่บัญชีของวัดโดยตรงและสามารถตรวจสอบได้

