หน้าแรก ในประเทศ จับ 2 สาวบัญช...

จับ 2 สาวบัญชีม้า ตร.อายัดทันทั้งหมด 1 ล้าน คืนให้ ขรก.ใกล้เกษียณ ถูกแก๊งสแกมหลอก

21.09.26 | 17:11 น.

ข้าราชการหญิงวัย 56 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ถูกแก๊งแสกมเมอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทรศัพท์หลอกลวงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีม้า หว่านล้อมให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ จำนวน 1 ล้านบาท เหยื่อกลัวมีคดีติดตัวจึงหลงเชื่อโอนเงินไปให้ โชคดีดึงสติกลับมาได้ทันจึงเข้าแจ้งความ ก่อนตำรวจไซเบอร์เข้าช่วยเหลืออายัดเงินกลับคืนได้ทั้งหมด


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 กันยายน ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 (บก.สอท.3) ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น น.ส.เอ (นามสมมุติ) ข้าราชการหญิงวัย 56 ปี ชาว จ.อุบลราชธานี ได้เดินทางมาพบ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. เพื่อรับมอบเงินคืน จำนวน 1 ล้านบาท ตามโครงการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” หลังจากที่ถูกแก๊งแสกมเมอร์หลอกลวงให้โอนเงินไปให้ แต่โชคดีที่รู้ตัวทันจึงรีบแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ จนสามารถติดตามอายัดเอาเงินกลับคืนมาได้ทัน

น.ส.เอ (นามสมมุติ) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ตนเองได้รับโทรศัพท์จากคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้ให้สัญญาณโทรศัพท์มือถือค่ายหนึ่ง อ้างว่าตนเองได้ถูกนำชื่อไปเปิดเบอร์โทรศัพท์เพื่อใช้ทำผิดกฎหมาย ต่อมาได้มีการโอนสายให้คนร้ายอีกคนที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับ “พ.ต.ท.” สังกัด สภ.เมืองเลย แจ้งว่าตนเองเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน แล้วได้ส่งเอกสารราชการปลอมข่มขู่ว่าต้องโดนอายัดบัญชี และจะถูกให้ออกราชการ หากไม่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทำให้ตนเองตกใจกลัวและหลงเชื่อ เนื่องจากขณะนั้นกลุ่มคนร้ายมีการใช่เล่ห์กลต่างๆ ให้ตนเองหลงเชื่อ ประกอบกับตนเองกลัวว่าจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมายจนถูกให้ออกจากราชการตามคำที่คนร้ายข่มขู่ จึงได้โอนเงินของตนเอง พร้อมกู้เงินจากญาติเพิ่มเติมเพื่อโอนให้คนร้าย รวมทั้งสิ้นจำนวน 1 ล้านบาท

โดยกลุ่มคนร้ายใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง ก็ทำให้ตนเองโอนเงินไปให้ รวมทั้งก่อนหน้าที่คนร้ายจะโทรมาหา ตนเองก็ได้ไปเปิดบัญชีธนาคารจริง ตามที่กลุ่มคนร้ายกล่าวอ้าง จึงทำให้กลัวว่าจะมีความผิด จึงหลงเชื่อทำตามที่คนร้ายบอก แต่หลังจากที่โอนเงินไปแล้ว ก็ได้คิดทบทวนและมีสติกลับมาว่า อาจจะถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง จึงได้รีบปรึกษาเพื่อร่วมงาน พร้อมกับรีบเข้าแจ้งความกับตำรวจทันที ซึ่งโชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์สามารถอายัดบัญชีและติดตามเอาเงินกลับคืนมาให้ได้คนบจำนวนที่โอนไป

Advertisement

ต่อมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี ได้ร่วมกันแถลงข่าวการติดตามเครือข่ายแก๊งแสกมเมอร์ พร้อมกับมอบเงินคืนให้กับผู้เสียหาย ซึ่งนอกจากกรณีของข้าราชการหญิงชาว จ.อุบลราชธานี ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ สามารถติดตามอายัดเอาเงินคืนกลับมาให้ได้แล้ว ยังมีคดีของผู้เสียหายอีก 1 ราย ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงินไป จำนวนกว่า 3 แสนบาท

พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. กล่าวถึงการติดตามเงิน จำนวน 1 ล้านบาท คืนให้กับข้าราชการหญิงที่ถูกหลอกว่า หลังจากที่ข้าราชการหญิงดังกล่าวได้เข้าแจ้งความ พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผกก.2 บก.สอท.3 ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนในสังกัดตรวจสอบพยานหลักฐานและเส้นทางการเงิน พบว่า ผู้เสียหายได้โอนเงินจำนวน 1 ล้านบาท เข้าบัญชีม้าแถวที่ 1 ชื่อบัญชี น.ส.จิราวรรณ และในเวลาไล่เลี่ยกัน เงินทั้งหมดได้ถูกโอนต่อไปยังบัญชีม้า แถวที่ 2 ชื่อบัญชี น.ส.พัชรภรณ์ จากนั้นได้มีการถอนเงินสดจากตู้ ATM จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 330,000 บาท แต่จากการประสานของเจ้าหน้าที่ตามโครงการ Money Cash Back อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถอายัดบัญชีธนาคารของ น.ส.พัชรภรณ์ไว้ได้ ตรวจสอบยอดเงินในบัญชีพบว่า มียอดเงินคงเหลือถึง 1,370,413.84 บาท ซึ่งรวมยอดเงินของผู้เสียหาย จำนวน 1 ล้านบาทด้วย

ต่อมาพนักงานสอบสวน บก.สอท.3 ได้ออกหมายเรียก น.ส.จิราวรรณ อายุ 21 ปี ชาวหนองคาย (บัญชีม้าแถวที่ 1) น.ส.พัชรภรณ์ อายุ 44 ปี ชาวลำปาง (บัญชีม้าแถวที่ 2) ซึ่งทั้ง 2 ราย ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, น้ำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ และ เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก (บัญชีม้า) ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปราชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566” พร้อมกับถูกควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนกรณีที่ 2 ที่ตำรวจไซเบอร์ สอท.3 ได้ให้การช่วยเหลือ เป็นกรณีที่ถูกหลอกโอนเงินทำกิจกรรมแลกค่าตอบแทน โดยสามารถอายัดเงินไว้ได้ทัน จำนวนกว่า 3 แสนบาท โดยคดีนี้ ผู้เสียหายเป็นหญิงรายหนึ่ง ได้พบบัญชีเฟซบุ๊กเพจมิจฉาชีพ ชื่อ “LLLAMITO SUPERFOODSTORD” ได้โพสต์โฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเสริม พร้อมระบุให้ลงทะเบียนรับผลิตภัณฑ์ไปรับประทานฟรี ผู้เสียหายจึงแอดไลน์ตามคำแนะนำแล้วได้สนทนาพูดคุยรายละเอียดกัน โดยไลน์ดังกล่าวได้ชักชวนให้ทำกิจกรรมการเปิดการมองเห็น โดยให้กดติดตามสินค้าเพื่อแลกกับค่าตอบแทน

ต่อมาคนร้ายให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อใช้ทำกิจกรรม ผู้เสียหายจึงโอนเงินไปเรื่อยๆ รวม 10 ครั้ง สุดท้ายครั้งที่ 11 ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้จริง รวมมูลค่าความเสียหาย 4,550,878 บาท จากกรณีดังกล่าว ต่อมา พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดร่วมกันติดตาม จับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว จำนวน 4 ราย พร้อมประสานธนาคารตรวจสอบบัญชีธนาคาร พบว่ามียอดเงินจำนวน 339,649 บาท ของผู้เสียหายถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของหนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหาจริง จึงได้อายัดยอดเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้สำเร็จ

พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขออนุมัติหมายจับต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ได้แล้วจำนวน 12 ราย เพื่อดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันอ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น โดยทุจริต หรือหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และสมคบกับกัน โดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน”