ทนายตั้ม บุก บช.ก.ร้องเอาผิด กกต.ชุดใหญ่ ละเว้นหน้าที่ ม.157 ปมมติคดีฮั้วสว.
เมื่อเวลา 09.00 น. เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิดหรือ “ทนายตั้ม” เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม ให้ความดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ (กลุ่มเสียงข้างมาก) ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายษิทรา เดินทางมาร้องเรียนด้วยการโหนรถกระบะ พร้อมสวมเสื้อสีน้ำเงิน กางเกงสีดำ ติดหนวดโค้งงอ พร้อมกับถือโทรศัพท์ ไลฟ์สด อีกด้วย
นายษิทรา ระบุว่า วันนี้ตั้งใจแต่งกายด้วยเสื้อสีน้ำเงิน เพราะต้องการสื่อว่าอยากเป็น สว.สีน้ำเงิน และหวังว่า กกต.จะทำหน้าที่จัดการกับกรณีการฮั้วเลือก สว. โดยมองว่าประเด็นการฮั้วมีการพูดถึงทั้งเรื่องโพยและหลักฐานต่าง ๆ แต่เมื่อ กกต.ไม่ดำเนินการ จึงเห็นว่าอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ตนติดตามเรื่องนี้มานาน จึงเห็นว่าต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรม หลังติดตามข้อมูลจาก iLaw และกลุ่มอื่น ๆ ที่ออกมาเปิดเผยหลักฐาน รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของ กกต.เสียงข้างน้อย ซึ่งระบุว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และเข้าสู่กระบวนการของศาล แต่ กกต.ไม่ได้ดำเนินการ และยังไม่เห็นว่ามีหน่วยงานใดนำหลักฐานดังกล่าวมาดำเนินการให้เป็นรูปธรรม จึงตัดสินใจมาร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหายต่อกองบังคับการปราบปราม
ส่วนเหตุผลที่ไม่ไปร้องต่อ ป.ป.ช. นายษิทรา กล่าวว่า เนื่องจาก ป.ป.ช.มาจากกลุ่ม สว.กลุ่มดังกล่าว และ กกต.ไม่ได้ดำเนินคดีกับกลุ่ม สว. จึงเลือกมา พึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยวันนี้เตรียมเอกสารหลักฐานมาบางส่วน และจะขออ้างพยานบุคคล รวมถึงสำนวนการสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้อง
สำหรับพยานที่ทนายตั้มเตรียมอ้าง มี 4 คน ได้แก่
1. นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (กรรมการเสียงข้างน้อย)
2. นายชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) (กรรมการเสียงข้างน้อย)
3. ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. และประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต. ที่เคยสั่งฟ้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วสว. 229 คน
4. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw

นอกจากนี้ จะอ้างสำนวนของ DSI และสำนวนการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดก่อนที่จะส่งมอบให้ กกต.ชุดใหญ่ โดยต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกพยานดังกล่าวมาสอบสวน และตรวจสอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง นายษิทรา ย้ำว่า ตัวเองเป็น สว.สำรอง อันดับ 4 กลุ่ม 17 จึงถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของ กกต. และมีอำนาจมาร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ กกต.ชุดใหญ่
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ตัวเองมีคดีอยู่ จะกระทบต่อคุณสมบัติในการเป็นผู้เสียหายหรือไม่ นายษิทรา ระบุว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะการขาดคุณสมบัติต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด ขณะที่คดีของตนเองยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีและยังไม่ถึงที่สุด จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
ทั้งนี้ หาก กกต.ดำเนินคดีกับกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าฮั้วเลือก สว.จนมี สว.หายไป 4-5 คน หรือมากกว่า 200 คน ตนเองก็มีสิทธิ์ที่จะเลื่อนขึ้นมาเป็น สว.ได้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นอาจไม่ต้องการใช้ สว.สีน้ำเงินแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีว่าที่อธิบดี DSI คนใหม่ที่มีภาพกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินคดีหรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าห่วงว่า DSI จะดำเนินคดีกับ สว.สีน้ำเงินอย่างเต็มที่หรือไม่ และจะมีคำสั่งให้หยุดสืบสวนสอบสวนเหมือนที่ กกต.บางชุดดำเนินการหรือไม่ จึงเห็นว่าต้องพึ่งหลายหน่วยงานในการตรวจสอบเรื่องนี้ และไม่อยากให้คาดหวังกับแนวทางของ DSI มากนัก เพราะมีการเปลี่ยนอธิบดี และอาจมีคำสั่งให้ยุติหรือไม่เดินหน้าคดี จึงเป็นเหตุผลที่วันนี้ต้องมาพึ่งตำรวจสอบสวนกลาง เพราะมองว่าน่าจะเป็นกลางและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง
และต้องการให้ตำรวจสอบสวนกลางสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับ กกต. เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง และรวบรวมสำนวนกับพยานหลักฐานทั้งหมดไว้ก่อน แม้ท้ายที่สุดจะต้องส่งสำนวนต่อให้ ป.ป.ช.เป็นผู้รับผิดชอบก็ตาม โดยเห็นว่า การรวบรวมพยานหลักฐานและสอบพยานให้เสร็จก่อน แล้วจากนั้น ก็ส่งให้ ป.ป.ช. จะทำให้มีสำนวนและหลักฐานอยู่ในมือ หาก ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการ ก็จะดำเนินคดีกับ ป.ป.ช.ต่อไป




