DSI เผยปม ส.ส.สมชาติ หอบหลักฐานแจง ถือครองอสังหาฯ-นอมินีภูเก็ต รับเป็นเจ้าของสำนักงานกม.

2.10.26 | 14:58 น.
นายสมชาติ เมื่อครั้งติดต่อเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) วันที่ 28 ก.ย.69

DSI เผย ส.ส.สมชาติ นำข้อมูลหลักฐานเอกสารเข้าชี้แจงเพิ่มเติม กรณีถือครองอสังหาฯ ทรัพย์สินแทนคนต่างชาติ เจ้าตัวยอมรับกรณีเป็นเจ้าของสำนักงานกฎหมาย-รับเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาชน เข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานคดีถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ และห้องชุดใน จ.ภูเก็ต ร่วมกับชาวต่างชาติ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นนอมินีหรือไม่ เมื่อวันที่ 28 กันยายน ซึ่งนายสมชาตินำเอกสารหลักฐานเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในฐานะพยานกับคณะพนักงานสืบสวน


คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า คณะพนักงานสืบสวนใช้เวลาพอสมควรในการสอบถามข้อมูลจากนายสมชาติ ซึ่งนายสมชาตินำพยานเอกสารที่เกี่ยวกับบริษัทสำนักกฎหมายที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องมาชี้แจงด้วย โดยยอมรับว่าตนเป็นเจ้าของสำนักงานกฎหมายแห่งนี้ ส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะรับเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม นายสมชาติให้ความร่วมมือให้ข้อมูล ทั้งเรื่องงบบัญชีของบริษัท แหล่งที่มาเงินทุนที่ใช้ประกอบธุรกิจว่ามีที่มาอย่างไรบ้าง ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เป็นเรื่องภายในสำนวนของคณะพนักงานสืบสวนที่จะต้องใช้พิจารณาประกอบกับคำให้การของพยานปากอื่น และเอกสารหลักฐานต่างๆ จึงไม่สามารถเปิดเผยได้

ทั้งนี้ กรณีจะมีการประมวลเรื่องขออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนของคณะพนักงานสืบสวนที่จะต้องพิจารณารายละเอียดข้อมูลทั้งหมดให้เสร็จสิ้นก่อน ว่ามีการกระทำของบุคคลใด นิติบุคคลใด ด้วยพฤติการณ์ใดที่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน หรือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่

Advertisement

อย่างไรก็ตาม หากหลังจากนี้นายสมชาติยังประสงค์ขอนำพยานหลักฐาน หรือเอกสารประเด็นใดเข้ามาชี้แจงเพิ่มเติม ก็สามารถประสานกับพนักงานสืบสวนได้ เพราะพนักงานสืบสวนเปิดพื้นที่รับฟังพยานหลักฐานของพยานอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ลักษณะการเข้าไปถือหุ้นและการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทของนายสมชาติ จะเป็นประเด็นที่พนักงานสืบสวนใช้ตรวจสอบเรื่องการไปจดทะเบียนบริษัทต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ หรือมีการถือหุ้นในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่มุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูงหรือไม่ เพราะสามารถใช้ตรวจสอบในเรื่องของแหล่งที่มาเงินทุนได้อีกด้วย

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า หลักการโดยปกติในการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอก็เพื่อหาข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบริษัทสำนักกฎหมาย ซึ่งอาจรับทำบัญชีที่มีพฤติการณ์รับจดทะเบียนให้บริษัทต่างชาติ เพื่อประกอบธุรกิจอันผิดกฎหมายนอมินี ซึ่งดีเอสไอไม่เพียงแต่มุ่งเน้นสืบสวนสอบสวนเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามที่ปรากฏหน้าสื่อสารมวลชน แต่จะทำข้อมูลในภาพรวมของจังหวัด เพื่อตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงมากที่สุดว่ามีพื้นที่เป้าหมายใด ในจังหวัดใดที่มีบริษัทสำนักกฎหมายมีพฤติการณ์รับจ้างจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดให้แก่คนต่างด้าว โดยใช้ชื่อของลูกจ้างในสำนักงานถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหรือไม่

ที่ผ่านมา ดีเอสไอเคยดำเนินการตรวจสอบในพื้นที่ จ.ภูเก็ต มาก่อนแล้ว และมีเกือบ 100 บริษัทที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และบริษัทนอมินีเหล่านั้นอาจไปประกอบธุรกิจต้องห้ามทำให้เกิดความเสียหายในระบบเศรษฐกิจ อีกทั้งยังพบลักษณะมีการจัดให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในลักษณะนอมินีของชาวต่างชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ ตามฐานข้อมูลการสืบสวนสอบสวนจะพบว่าบริษัทเหล่านั้นมักประกอบธุรกิจประเภทอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และการบริการอื่นๆ และส่วนใหญ่มีการถือครองอสังหาริมทรัพย์ มูลค่าสูงหลายสิบล้านบาท

อนึ่ง ตามหลักกฎหมายแล้ว ในการทำธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์จะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนผู้ถือหุ้นที่มิได้มีโอนขายเปลี่ยนแปลงทางสำนักงานที่ดิน ทำให้รัฐอาจสูญเสียภาษีและค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมเหล่านี้ จึงทำให้ดีเอสไอยังคงเดินหน้าตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการที่คนไทยได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดร่วมกับชาวต่างชาติ

รายงานภายใน DSI เปิดเผยอีกว่า ขั้นตอนการตรวจสอบหรือการสอบสวนปากคำในฐานะพยาน โดยรวมแล้วพนักงานสืบสวนสอบสวนจะมุ่งเน้นประเด็นการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น ว่ามีลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์แทนกี่ครั้งหรือไม่ เช่น การเปลี่ยนแปลงการทำธุรกรรมกับกรมที่ดินหลายครั้ง เป็นต้น