เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 1) ประจำปี พ.ศ.2569 โดยมี นายนริสสร แสงแก้ว รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่สอง เป็นประธานการประชุม
นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (ดร.จอห์น) ส.ก.เขตลาดกระบัง พร้อมด้วยสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ร่วมกันเสนอญัตติด้วยวาจา เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและบริหารจัดการพื้นที่น้ำท่วมขังให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ดร.จอห์นกล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่เขตลาดกระบังส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีน้ำท่วมขังสะสมเป็นเวลาหลายวัน จึงขอให้กรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที พร้อมสะท้อนประเด็นสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ 5 ด้าน ได้แก่
1.ปัญหาน้ำท่วมขังและน้ำเน่าเสีย ปัจจุบันน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นและเน่าเสีย ประชาชนมีความต้องการน้ำยา EM เพื่อช่วยบำบัดน้ำเสียและลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
2.ปัญหาขยะตกค้าง แม้ กทม.จะดำเนินการจัดเก็บขยะบริเวณถนนสายหลักแล้ว แต่ยังมีขยะตกค้างสะสมอยู่เป็นจำนวนมากในซอยและพื้นที่ชุมชน จึงควรเร่งจัดเก็บและกำจัดขยะให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
3.การเยียวยาผู้ประสบภัย การจ่ายเงินเยียวยายังมีความล่าช้า โดยเฉพาะกรณีบ้านเรือนที่ไม่มีโฉนดที่ดิน ซึ่งบางกรณีต้องมีการรับรองจาก ส.ก.ในพื้นที่ ทั้งที่สำนักงานเขตมีข้อมูลทะเบียนบ้านและข้อมูลทรัพย์สินเดิมอยู่แล้ว จึงขอให้ กทม.พิจารณาปรับลดขั้นตอนและเร่งรัดการตรวจสอบ เพื่อให้เงินเยียวยาถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็ว
4.การสัญจรในพื้นที่น้ำท่วมขัง ระบบการเดินทางและการขนส่งในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงบางพื้นที่ได้ ทำให้ประชาชนต้องเดินเท้าลุยน้ำและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว
5.ถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น ประชาชนในพื้นที่ยังขาดแคลนถุงยังชีพและสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น จึงขอให้ กทม.เร่งจัดสรรและกระจายความช่วยเหลือให้เพียงพอและทั่วถึง

ในตอนหนึ่ง ดร.จอห์นกล่าวว่า ถือเป็นประวัติศาสตร์ในสภากรุงเทพมหานครแห่งนี้ ที่ญัตติเดียวอภิปรายกัน 3 ชั่วโมงกว่า โดยเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา ไม่ใช่ญัตติแห้ง ขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกๆ ท่าน ที่ช่วยกันอภิปรายไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปกรณ์ในการช่วยเหลือต่างๆ
“เครื่องสูบน้ำควรจะมีประจำอยู่ที่เขต ไม่ใช่อยู่สำนัก ถึงเวลายืมทีก็เสียหาย พังเสียหาย กว่าจะยืมกว่าจะได้เป็นอาทิตย์ ส่วนแพทย์ประจำศูนย์อพยพ เรื่องจริงคือไม่มี ผมอยู่หน้างานถึง ตี 1 ตี 2 ตี 3 ตี 4 ถึงเช้า มีคนเป็นลมชักอยู่ตรงนั้น ท่านจะแก้ต่างอย่างไร ท่านก็แก้ได้ แต่ไม่มีหมอของ กทม. นี่คือเรื่องจริงครับ และอีกหลายเรื่องพูดไปก็วนกลับที่เดิม ถ้ากำลังคนไม่พอ ควรจ้าง outsource ทำความสะอาดทุกซอกทุกมุม ตอนนี้เจ้าหน้าที่เน้นแต่ซอยหลัก ซอยย่อยเขาไม่เข้า” ดร.จอห์นกล่าว
ดร.จอห์นกล่าวต่อไปว่า การเก็บขยะ ไม่ใช่แค่ขยะชิ้นใหญ่ แต่ชิ้นเล็กก็ต้องเก็บด้วย
“เฟอร์นิเจอร์เตียงที่มันชำรุดเสียหายน้ำท่วมเข้าบ้าน ได้โปรด ถ้าศักยภาพกรุงเทพฯไม่มี จ้าง outsource เลย ขณะนี้ผมตามสไลด์ของท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อ่อนนุชระดับติดลบ ศูนย์จุดสามสี่ คลองตันติดลบศูนย์จุดสามเจ็ด ประเวศบวกแค่ศูนย์จุดสามสี่ เรามาดูที่ลาดกระบัง บวกศูนย์จุดเจ็ดหนึ่ง พระโขนงตรงวัดขจรสิริบวกแค่ศูนย์จุดหนึ่งเจ็ด เห็นหรือยังว่าปัญหาคืออะไร เราต้องติดตั้งเรือผลักดันน้ำเพิ่ม สิ่งที่ท่านทำดีอยู่แล้วครับแต่มันไม่พอ ต้องเพิ่มเรือผลักดันน้ำเพื่อให้น้ำจากคลองประเวศบุรีรมย์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของกรุงเทพตะวันออกอีกหนึ่งสายนอกจากคลองแสนแสบ น้ำไหลไปที่สถานีสูบน้ำที่พระโขนง” ดร.จอห์นกล่าว
ดร.จอห์นกล่าวต่อไปว่า สภาพภูมิศาสตร์ ตามหลักการไหลของน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ วันนี้ตนไม่อยากพูดทฤษฎีหลอด อารมณ์ไม่มี คงต้องพิจารณากันใหม่ว่าเราควรจะซื้อท่อพญานาคซิ่งหรือไม่ บ้านๆ แบบนั้นแต่มันได้ใช้ผลดีมาก ระบายน้ำเร็วกว่าเครื่องสูบน้ำของ กทม.อีก
“ท่านผู้ว่าฯก็เห็นและราคาถูกกว่าด้วย ท่านฉัตรชัย (นายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา) บอกว่าถูกกว่า ท่านเช็กราคาให้ผมแล้ว” ดร.จอห์นกล่าว
จากนั้น ดร.จอห์นกล่าวถึงประเด็นศูนย์ปฏิบัติการการช่วยเหลือ สำนักป้องกันบรรเทาสาธารณภัย หรือ 199 ดับเพลิง
“ภาษาชาวบ้าน ดับเพลิง กทม.มาตั้งศูนย์ที่โรงเรียนเคหะชุมชนลาดกระบัง สายตรงสายด่วนคือ 199 ประสานงานกันอย่างไรไม่รู้ ประชาชนในร่มเกล้าก็ขอความช่วยเหลือ 199 แต่ 199 บอกไม่ใช่หน้าที่เขา ผมเลยโทรไปด่าที่ 199 เองว่า คุณพูดอย่างนี้ได้อย่างไร เขาบอกว่าเป็น outsource เขาไม่รู้เรื่อง ผมก็โทรหาสำนัก ปภ.บอกสั่งเรียบร้อยแล้ว สุดท้าย 199 นี่เราจ้าง outsource มารับโทรศัพท์ไม่รู้เรื่อง” ดร.จอห์นกล่าว
ดร.จอห์นกล่าวต่อไปว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ตนอยากฝากไปยังสำนักงบประมาณ กรณีจัดซื้อถุงยังชีพ
“ท่านบอกท่านจะจัดงบประมาณให้เขตลาดกระบังจัดซื้อถุงยังชีพ 35,000 ชุด ท่านจัดหรือยัง ถุงยังชีพไม่พอ เขตลาดกระบังรอซื้อถุงยังชีพอยู่ ประชาชนมามาขอเจ้าหน้าที่บอกไม่ให้ คุณไม่ใช่อยู่ในชุมชน ผมก็เลยโทรไปถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมไม่ให้ เขาบอกเขาจัดเตรียมสำหรับชุมชนไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วคนนอกชุมชนไม่มีสิทธิเหรอ หมู่บ้านมีสิทธิไหมครับ ริมคลองมีสิทธิไหมครับ ฝากท่านประธานไปยังสำนักงบประมาณ อนุมัติด่วนวันนี้เลย” ดร.จอห์นทิ้งท้าย

นายสมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก.เขตสายไหม กล่าวว่า มาตรการเยียวยายังมีรายละเอียดที่ประชาชนไม่เข้าใจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีบ้านที่ไม่มีโฉนด ซึ่งประชาชนต้องยื่นเอกสารและมีผู้รับรอง เช่น ส.ก. ในพื้นที่หรือประธานชุมชน ขณะที่บ้านบางหลังตั้งอยู่ริมคลองและไม่มีโฉนด หรือบางหลังไม่ได้อยู่ในชุมชน จึงขอให้ กทม.กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนให้ชัดเจน พร้อมประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเข้าใจตรงกันว่า กรณีใดต้องใช้เอกสารหรือผู้รับรองในการขอรับเงินเยียวยา
ด้าน น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี กรณีการยื่นขอรับเงินเยียวยาผ่านแอพพลิเคชั่น “ทางรัฐ” จะต้องตรวจสอบเลขทะเบียนบ้านเพื่อป้องกันการยื่นคำร้องซ้ำซ้อน โดยหลักเกณฑ์การเยียวยากำหนดวงเงินตามลักษณะและระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบ
สำหรับการดำเนินการของ กทม. จำเป็นต้องตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากผู้ประสบภัยจำนวนหนึ่งพักอาศัยอยู่ไม่ตรงกับข้อมูลในทะเบียนบ้าน จึงต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและประเมินความเสียหายก่อน ทั้งนี้ โฉนดที่ดินเป็นเพียงหนึ่งในหลักฐานที่สามารถใช้ยืนยันสิทธิในที่อยู่อาศัยได้ หากไม่มีโฉนด สำนักงานเขตสามารถใช้หลักฐานประเภทอื่นประกอบการพิจารณาได้ โดยอาจต้องมีผู้รับรองตามหลักเกณฑ์

นอกจากนี้ กทม.ได้จัดสรรเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตที่ไม่มีปัญหาอุทกภัยไปช่วยรับเรื่องในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกำชับให้เร่งรัดการรับเอกสารและตรวจสอบหลักฐานจากประชาชนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี กล่าวว่า กทม.ควรมีแผนรองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือที่กำลังไหลผ่านคลองหกวาสายล่าง จ.ปทุมธานี โดยพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ เขตหนองจอก เขตคลองสามวา เขตสายไหม และเขตดอนเมือง
สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังและเริ่มเน่าเสีย ควรพิจารณาบำบัดน้ำด้วยน้ำยา EM ก่อนสูบระบายลงคลอง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร พร้อมเสนอให้ฝ่ายบริหารพิจารณาให้ชุมชนใช้เงินจากโครงการชุมชนเข้มแข็งในการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำ เพื่อช่วยลดผลกระทบภายในชุมชน รวมถึงเสนอให้การจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่มีผู้อำนวยการเขตเป็นผู้ควบคุม เพื่อให้สามารถประสานงานกับหน่วยงานและจิตอาสาจากภาคส่วนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเร่งดำเนินการรื้อถอนสิ่งกีดขวางทางน้ำ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครมีปริมาณน้ำสะสมกว่า 350 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ
สำหรับการระบายน้ำ คลองสายหลัก เช่น คลองแสนแสบและคลองลาดพร้าว เริ่มระบายน้ำได้ดีขึ้นตามลำดับ ขณะที่คลองประเวศบุรีรมย์ยังต้องรองรับน้ำในปริมาณมากและระบายได้ช้า เนื่องจากเป็นจุดรับน้ำสำคัญจากพื้นที่ปริมณฑล ทั้งนี้ กทม.ได้ประสานงานกับกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการประตูระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำ และเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำบางปะกงและแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเต็มกำลัง
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงแรกของสถานการณ์เกิดข้อจำกัดด้านการประสานงาน โดยเฉพาะบริเวณเคหะร่มเกล้าและชุมชนคลองจั่น เขตลาดกระบัง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะจากโครงสร้างพื้นที่เดิมที่มีอายุกว่า 40 ปี ประกอบกับเคหะร่มเกล้าเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 30,000 คน ทำให้ช่วงแรกมีหลายหน่วยงานและจิตอาสาเข้ามาช่วยเหลือพร้อมกัน ขณะที่ผู้อำนวยการเขตต้องกระจายกำลังดูแลหลายพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กทม.ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์และแบ่งโซนการดูแลพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทำให้การบริหารจัดการและการส่งมอบความช่วยเหลือแก่ประชาชนมีความเป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมย้ำว่า สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบาง เนื่องจากมีปริมาณน้ำสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกที่ยังมีน้ำจากจังหวัดข้างเคียงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงยังต้องใช้เวลาในการระบายน้ำ
จากนั้น นายหยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ ส.ก.เขตคลองสามวา เสนอให้ กทม.พิจารณามาตรการเยียวยาเพิ่มเติมสำหรับผู้ได้รับผลกระทบเป็นเวลานาน โดยเฉพาะกรณีที่ได้รับผลกระทบเกิน 14 วัน หรือเป็นเวลานานถึง 1 เดือน เนื่องจากความเสียหายต่อทรัพย์สินและผลกระทบทางจิตใจย่อมแตกต่างกัน จึงควรพิจารณาหลักเกณฑ์การเยียวยาให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบ


