อสส.ออกแนวปฏิบัติอัยการ แจ้งงดจับผู้ต้องหา ยุติฟ้อง-ดำเนินคดี ผู้เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม

20.10.26 | 14:01 น.

อสส.ออกแนวทางปฏิบัติพนักงานอัยการ ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข สั่งยุติคดีการเมืองเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด ออกหนังสือแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ความว่า ตามที่พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2569 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวในมาตรา 7 บัญญัติว่า บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2568 ที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัยเท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

และตามมาตรา 8 บัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลตามมาตราว่า ถ้ายังมิได้ถูกฟ้องคดีต่อศาล หรืออยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการระงับ หรือยุติการสอบสวน หรือการฟ้องคดี แล้วแต่กรณี หากผู้นั้นถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้ว และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลใด ให้ศาลนั้นยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ


ต่อมา คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้มีหนังสือ ที่ นร 0102/6 548 ลงวันที่ 29 กันยายน 2569 แจ้งว่า คณะกรรมการในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 มีมติให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามมาตรา 8 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 และดำเนินการแก่ผู้ได้รับสิทธิให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว ทั้งนี้ หากหน่วยงานของรัฐไม่อาจดำเนินการตามมาตรา 8 และมาตรา 9 ได้ เนื่องจากมีกรณีที่ต้องให้คณะกรรมการชี้ขาดเรื่องการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความรับผิดทั้งปวงตามพระราชบัญญัติดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐส่งเรื่องให้คณะกรรมการฯ พิจารณาชี้ขาดตามมาตรา 6 (1) ต่อไป

สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งสอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงกำหนดแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1.การตรวจสอบและการสั่งคดีที่อยู่ในบังคับของมาตราให้พนักงานอัยการตรวจสอบสำนวนคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบโดยเร็ว หากปรากฏว่าการกระทำความผิดเกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2568 ให้ตรวจสอบว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการกระทำของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือเป็นการแสดงออกทางการเมือง และมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมือง หรือแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบว่าฐานความผิดดังกล่าวเป็นความผิดตามที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติหรือเป็นฐานความผิดที่เกี่ยวพันกันหรือไม่

Advertisement

การพิจารณาดังกล่าวให้พิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี มูลเหตุแห่งการกระทำในคดี ความเชื่อมโยงกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง ตลอดจนฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและฐานความผิดที่ปรากฏจากข้อเท็จจริงในสำนวน มิให้พิจารณาแต่เพียงชื่อฐานความผิดที่ระบุไว้ในสำนวนเท่านั้น

เมื่อพนักงานอัยการพิจารณาแล้ว เห็นว่าบุคคลและการกระทำในคดีนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ตามมาตรา 7 ให้ดำเนินการตามมาตรา 8 โดยให้ออกคำสั่งทางคดีว่า “ยุติการดำเนินคดีเพราะมีเหตุสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามกฎหมายอื่น” ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2563 ข้อ 48 วรรคสอง (12) หรือระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีความผิดทางพินัยของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2566 ข้อ 17 (6) และดำเนินการตามขั้นตอน ที่กำหนดไว้ในระเบียบให้ครบถ้วน

2.กรณีสำนวนคดีอาญาที่มีคำสั่งฟ้องแล้ว แต่ยังมิได้ยื่นฟ้องต่อศาล

(2.1) สำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ส่งตัวมาซึ่งมีคำสั่งฟ้องและรอส่งตัวมาฟ้อง หากพนักงานอัยการตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ต้องหาและการกระทำอยู่ในหลักเกณฑ์ตามมาตรา 7 ให้ยุติการฟ้องคดีตามมาตรา 8 โดยให้ออกคำสั่งว่า “ยุติการดำเนินคดีเพราะมีเหตุสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามกฎหมายอื่น” ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2563 ข้อ 48 วรรคสอง (12) และดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบให้ครบถ้วน

(2.2) สำนวนผู้ต้องหาที่ยังเรียก หรือจับตัวไม่ได้ ซึ่งพนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้อง ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 วรรคสี่ ให้ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ หรือหัวหน้าธุรการมอบหมายข้าราชการธุรการตำแหน่งนิติกร หรือตำแหน่งอื่นที่เห็นสมควร เพื่อตรวจสอบสำนวนคดีที่อาจอยู่ในหลักเกณฑ์ตามมาตรา 7 เสนอให้หัวหน้าพนักงานอัยการมอบหมายให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน หรือพนักงานอัยการอื่นพิจารณา

หากพนักงานอัยการเห็นว่าผู้ต้องหาและการกระทำอยู่ในหลักเกณฑ์ตามมาตรา 7 ให้ยุติการฟ้องคดี ตามมาตรา 8 โดยให้ออกคำสั่งว่า “ยุติการดำเนินคดีเพราะมีเหตุสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามกฎหมายอื่น” ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2563 ข้อ 48 วรรคสอง (12) และดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ให้มีหนังสือแจ้งให้งดจับผู้ต้องหา และให้พนักงานสอบสวนดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับต่อศาลไปยังหัวหน้าพนักงานสอบสวนด้วยหากผู้ต้องหาถูกควบคุมตัว ฝากขัง หรือมีมาตรการจำกัดสิทธิอยู่ในคดีนั้น ให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วนเพื่อมิให้มีการจำกัดสิทธิของบุคคลเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตภายหลังพระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ

3.กรณีได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วและคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยและการกระทำตามฟ้องอยู่ในหลักเกณฑ์ตามมาตรา 7 ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ยื่นคำแถลงต่อศาลโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลในการยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามที่กฎหมายบัญญัติ

4.กรณีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา กรณีศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มาตรา 8 ให้อัยการศาลสูงสั่งยุติการดำเนินคดี โดยอ้างเหตุ “สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามกฎหมายอื่น” ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นศาลสูงของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 16 (5)

หากเป็นกรณีที่พนักงานอัยการยื่นอุทธรณ์ หรือยื่นฎีกา ให้ยื่นคำแถลงต่อศาลโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลในการยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามที่กฎหมายบัญญัติ

5.สำนวนคดีแพ่งที่หน่วยงานของรัฐส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีว่าต่างเรียกค่าเสียหาย ให้ดำเนินการ ดังนี้

5.1 คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการ หากพนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกดำเนินคดีเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ให้พนักงานอัยการมีความเห็นและสั่งยุติการดำเนินคดี ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ พ.ศ.2560 ข้อ 26 แล้วส่งเรื่องคืนตัวความ

5.2 คดีที่พนักงานอัยการได้รับว่าต่างให้แก่หน่วยงานของรัฐและฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ให้ตรวจสอบว่าจำเลยอยู่ในเกณฑ์เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิตามมาตรา 7 และมีผลให้การดำเนินคดีทางแพ่งเป็นอันยุติลงตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 หรือไม่ หากเป็นคดีที่อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว ให้พนักงานอัยการมีหนังสือแจ้งหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นตัวความส่งเรื่องให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด และให้ตัวความแจ้งผลการพิจารณาและการดำเนินการให้พนักงานอัยการทราบด้วย

เมื่อคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ให้ส่งผลคำวินิจฉัยชี้ขาดพร้อมกับแจ้งความประสงค์ของตัวความให้พนักงานอัยการ

เมื่อได้รับแจ้งผลคำวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความรับผิดทั้งปวงตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ว่าคดีจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด ให้พนักงานอัยการทำความเห็นและสั่งยุติการดำเนินคดี ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ พ.ศ.2560 ข้อ 26 และทำคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยุติการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความพร้อมทั้งให้พนักงานอัยการมีคำขอให้ศาลสั่งคืนค่าขึ้นศาลเป็นกรณีพิเศษด้วย

6.กรณีข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน หากมีข้อสงสัยว่าการกระทำเป็นการเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองหรือไม่ มีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ ให้พนักงานอัยการ สั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม หรือมีหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกดำเนินคดีและมิให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น

7.การบันทึกและรายงานผล ให้สำนักงานอัยการที่มีคดีอยู่ในหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 รายงานผลการพิจารณาดำเนินการตาม มาตรา 8 และมาตรา 9 ตามแบบรายงานสิ่งที่ส่งมาด้วย 2 ไปยังอธิบดีอัยการ หรืออธิบดีอัยการภาค เพื่อทราบ และให้สำนักงานคดี หรือสำนักงานอัยการภาค รวบรวมและส่งแบบรายงานผลการดำเนินการดังกล่าวไปยังสำนักงานวิชาการ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป