แม่ภัทรปาดน้ำตา ทรัพย์สินเหลือไม่ถึงล้าน เงินสด-ทองแท่งหาย แอบหวังลูกชายนำมาคืน เตรียมขายทรัพย์สินใช้หนี้
กรณีนางนภัทร หรือแม่ภัทร อายุ 63 ปี เปิดเผยเรื่องราวผ่านรายการโหนกระแส อ้างว่าถูกนายเบนซ์ ลูกชายและลูกสะใภ้ว่าจ้างให้อาสามูลนิธิอุ้มตัวไปกักขังที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี และยังอ้างว่าถูกทุบตี ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ก่อนที่ลูกสาวและน้องสาวจะช่วยเหลือออกมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
อ่านข่าว – แม่ภัทร ลุ้นตร.เปิดตู้เซฟ หวังทรัพย์สิน 9 ล้านอยู่ครบ ชี้ถ้าไม่เหลือเลย แจ้งความลูกชายอีกคดี
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สน.วังทองหลาง แม่ภัทร เจ้าของโรงงานผลิตเครื่องสำอาง ซอยลาดพร้าว 62 กทม. และเป็นเจ้าของตู้เซฟ เดินทางมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ร่วมทำการเปิดตู้เซฟเพื่อดูทรัพย์สินว่ายังอยู่ครบหรือไม่
เวลา 17.30 น. ที่ สน.วังทองหลาง ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง ได้พา น.ส.นภัทร อายุ 63 ปี หรือแม่ภัทร เปิดดูทรัพย์สินภายในตู้เซฟ พร้อมปาดน้ำตา เล่าว่า ในตู้เซฟจะแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นที่เก็บทองคำทั้งแท่งและรูปพรรณ ที่เก็บไว้ในถุง พอหยิบดูกลับไม่เจออะไรเลย เปิดออกมาก็ไม่พบทองคำแท่งน้ำหนัก 10 บาท ที่เก็บไว้ประมาณ 10 แท่งหายไป เหลือเพียงแค่ทองรูปพรรณเส้นเล็ก น้ำหนัก 1 บาท สร้อยข้อมือบางส่วน ส่วนชั้นล่าง เป็นที่เก็บเงินสดหลายล้านบาท ก็หายไปหมดเหลือเพียงแค่ธนบัตรเก่าๆ ที่สะสมไว้ รวมไปถึงโฉนดที่ดินบางฉบับ

น.ส.นภัทรกล่าวว่า นอกจากทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว ยังเหลือทรัพย์สินประเภทกระเป๋าแบรนด์เนม แหวนที่รับมาจากคุณแม่ของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจเป็นอย่างมาก รวมแล้วเหลือทรัพย์สินไม่ถึง 80% จาก 9 ล้านบาท เหลือเพียงแค่ไม่ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินที่ยังเหลืออยู่ เก็บมาตั้งแต่หลังแต่งงาน โดยตั้งใจให้เป็นมรดกสำหรับลูกทั้งสองคนหลังเสียชีวิต แต่ลูกชายคนโตก็เร่งรีบที่จะเอามรดกไปก่อน ซึ่งตนเองคาดหวังว่าจะได้ทรัพย์สินทั้งหมดกลับมาคืน
น.ส.นภัทรกล่าวว่า โดยจะทวงผ่านกระบวนการยุติธรรม ส่วนทรัพย์สินที่หลงเหลืออยู่ตั้งใจว่าจะนำไปขาย แล้วนำเงินไปชดใช้หนี้สินเคลียร์เรื่องต่างๆ ที่เคยติดค้างกัน โดยเฉพาะบริษัทรับทำสติ๊กเกอร์ที่แจ้งความตนไว้ ตอนที่ยังพักที่ศูนย์พักพิง ถ้าหากมีทรัพย์สินหลงเหลือ ก็จะขายแล้วนำเงินทำบุญให้กับผู้ยากไร้ ด้วยการสร้างอาชีพ ใช้เงินลงทุนให้ทำธุรกิจให้
แม่ภัทรเผยอีกว่า นอกจากนี้จะแจ้งความเอาผิดบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขโมยทรัพย์สินในตู้เซฟ ซึ่งตนเองมีหลักฐานยืนยันว่า ในตู้เซฟมีทรัพย์สินอะไรบ้าง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ว่าหลักฐานที่ดังกล่าวเป็นอะไร


