ศาลจำคุก อานนท์ นำภา และพวก 2 ปี 8 เดือน คดี 112 ปราศรัยชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB

30.10.26 | 11:30 น.
แฟ้มภาพ

ศาลจำคุก อานนท์ นำภา และพวก 2 ปี 8 เดือน คดี ม.112 ปราศรัยชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ปี 2563 รวมโทษคุกอานนท์ทุกคดี 34 ปี 5 เดือน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 804 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมิ่นเบื้องสูง หมายเลขดำ อ.403/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ฟ้องนายอานนท์ นำภา อาชีพทนายความแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม, นายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ (หลบหนี), นายภาณุพงศ์ หรือไมค์ จาดนอก (หลบหนี), น.ส.วรรณวลี หรือตี้ ธรรมสัตยา, นายพงศธรณ์ หรือบอย ตันเจริญ, นายพรหมศร หรือฟ้าวีระธรรมจารี และนายณวรรษ หรือแอมป์ เลี้ยงวัฒนา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-7 คนในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบัน ตาม ม.112

กรณีกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมและกลุ่มเยาวชนปลดแอก ร่วมกับผู้ชุมนุมประมาณ 2,000 คนได้รวมตัวชุมนุมกันหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่แขวง-เขตจตุจักร กทม. (#25พฤศจิกาไปSCB) เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2563 เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้นลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปสถาบัน โดยแกนนำผู้ชุมนุมสลับกันขึ้นเวทีปราศรัยขับไล่รัฐบาล ดูหมิ่นใส่ร้ายสถาบัน
พวกจำเลยให้การปฏิเสธ


โดยวันนี้ศาลเบิกตัวนายอานนท์ กับพวกจำเลยที่ไม่ได้รับการประกันตัวจากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา ขณะที่นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และกลุ่มผู้สนับสนุนเดินทางมาให้กำลังใจ

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ล้วนเบิกความสอดคล้องมีนำหนักน่าเชื่อถือ ไม่มีเหตุปรักปรำใส่ร้ายจำเลย

ส่วนข้อต่อสู้ของพวกจำเลยที่อ้างว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการชุมนุนตามรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการกระทำเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นการให้ร้ายดูหมิ่นสถาบัน พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

Advertisement

พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1, จำเลยที่ 4, 5, 6, 7 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้จำคุกจำเลยที่ 1, 4, 5, 6, 7 คนละ 4 ปี คำเบิกความพวกจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งห้าไว้คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ในนัดตรวจพยานหลักฐาน ศาลอาญามีคำสั่งจำหน่ายข้อหาอื่นๆ ที่เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ออกไป คงเหลือไว้เพียงการพิจารณาในข้อหาหลักฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นทนายความจำเลยในคดีนี้ กล่าวภายหลังศาลมีคำพิพากษาว่า คดีนี้อัยการฟ้องความผิดเรื่องมาตรา 112 กรณีเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน วันนี้ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี 8 เดือน และมีจำเลยบางคนไม่ได้เดินทางมาศาล เช่น นายพริษฐ์ นายภาณุพงศ์

นายกฤษฎางค์กล่าวว่า ในส่วนนายอานนท์ ก่อนหน้านี้เคยถูกศาลพิพากษาจำคุกหลายคดี เมื่อรวมคดีนี้ไปด้วยทำให้โทษจุกคำเป็น 38 ปี ซึ่งเฉพาะนายอานนท์ยังมีคดีอีกหลายคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล ส่วนมากจะเป็นมาตรา 112 เนื่องจากข้อหาอื่นที่มาจากการชุมนุมเราได้ยื่นเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขเข้าไปด้วย ที่ศาลจำคุกก็เป็นความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 อย่างเดียว อย่างไรก็ตาม หลังศาลมีคำพิพากษาในวันนี้ก็เตรียมยื่นประกันตัวจำเลยที่ไม่มีหมายขังคดีอื่น เพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

สำหรับคดีดังกล่าว ฐานข้อมูลศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า เดิมกลุ่ม “ราษฎร” นัดรวมตัวที่บริเวณหน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ทว่าในเวลาต่อมา พบว่ามีการนำตู้คอนเทนเนอร์ ลวดหนาม ตลอดจนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนจำนวนมากเข้าตรึงพื้นที่ กลุ่มผู้ชุมนุมจึงตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่นัดหมายไปยังบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก

การชุมนุมในวันดังกล่าวมีการปราศรัยตั้งคำถามต่อกรณีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกกฎหมายหลายฉบับที่ส่งผลให้เกิดการโอนย้ายทรัพย์สินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตลอดจนการบริหารจัดการและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมดให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

หลังการชุมนุมยุติไปร่วมเดือน นักกิจกรรมกลุ่มราษฎร รวม 8 ราย ได้ทยอยเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สน.พหลโยธิน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 และข้อหาอื่นๆ โดยเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2563 ผู้ถูกกล่าวหา 6 ราย ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก

จากนั้น “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ สมาชิกกลุ่มแนวร่วมนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามมาในวันที่ 4 ม.ค. 2564 ก่อนที่ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา จะเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเป็นรายสุดท้ายในวันที่ 10 มี.ค.2564

เวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี นับแต่วันชุมนุม พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ได้มีคำสั่งฟ้องนักกิจกรรม 7 ราย เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2564 (พริษฐ์ถูกฟ้องเป็นอีกคดีแยกต่างหาก เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2564 ก่อนอัยการจะยื่นขอรวมการพิจารณาในภายหลัง) โดยคำฟ้องบรรยายพฤติการณ์กล่าวหาว่าจำเลยทั้ง 7 กับพวก ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันปราศรัยและดำเนินรายการในระหว่างการชุมนุมสาธารณะ กล่าวหาว่าคำปราศรัยทำให้ผู้รับฟังเข้าใจว่ารัชกาลที่ 10 มีเจตนาเอาทรัพย์สินส่วนรวมมาเป็นของตัวเอง และทรงใช้พระราชอำนาจเข้าไปแทรกแซงการเมืองการปกครอง

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและยืนยันต่อสู้คดี ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2567 ชินวัตรตัดสินใจกลับคำให้การ รับสารภาพตามฟ้อง ก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกรวม 3 ปี ปรับ 6,100 บาท โดยไม่รอลงอาญา

สำหรับคดีของจำเลยที่เหลืออีก 7 ราย ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและให้พนักงานอัยการแยกฟ้องเข้ามาใหม่ ซึ่งต่อมาอัยการได้ยื่นฟ้องใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2567 ต่อมาจำเลยสองรายลี้ภัยทางการเมือง ศาลจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ทำให้เหลือจำเลยทั้งหมด 5 ราย

หรือ คลิก เพื่ออ่านรายละเอียดการสืบพยานคดีนี้ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน