หน้าแรก ในประเทศ ผู้ว่าฯ เชื่อ...

ผู้ว่าฯ เชื่อปชช.ได้ประโยชน์เต็มๆ หลังรัฐบาลไฟเขียว ‘โอนสายสีเขียวให้ รฟม.ดูแล’ เดินหน้านโยบาย ‘ตั๋วร่วม’

4.11.26 | 12:54 น.

‘ทีมผู้ว่าฯ’ รีแคปความคืบหน้ากลางสภากทม. หลัง ครม.มีมติ ‘โอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว-ทอง’ ให้ รฟม.ดูแลเพียงรายเดียว เตรียมเดินหน้า ‘นโยบายตั๋วรั่ว’ เชื่อประชาชน-กทม.ได้รับประโยชน์เต็มๆ

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 4) ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เป็นประธานสภาฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนึ่งในวาระสำคัญของการประชุมในวันนี้คือ ญัตติที่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรายงานการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและโครงการรถไฟฟ้าสายสีทองของกรุงเทพมหานคร ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางสมากชิก ส.ก.ร่วมอภิปรายอย่างต่อเนื่อง

โดยในช่วงแรกของการประชุม นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว ขอให้ผู้ว่าฯ สรุปประเด็น เรื่องราวที่เกิดขึ้น การดำเนินการไปถึงขั้นไหน รวมถึงประโยชน์ที่ทาง กทม.จะได้รับจากการโอนโครงการฯ

Advertisement

“เราจ่ายเงินให้ บีทีเอสไปหลายหมื่นล้าน ตลอดระยะเวลาสมัยที่แล้ว เงินจำนวนนี้จำนวนนี้เราจะได้คืนมาด้วยหรือเปล่า หลังจากที่เราโอนการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมถึงส่วนต่อขยายต่างๆ และในช่วงที่ยังโอนไม่สำเร็จ เราจะต้องรับผิดชอบอย่างไรบ้าง จะต้องตั้งงบฯ เผื่อไว้หรือเปล่า ที่จะต้องจ่ายค่าบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียวด้วย” นายวิรัตน์กล่าว และว่า

วันนี้ตนจึงอยากสอบถามผู้ว่าฯ สรุปให้พวกเราฟังว่า คำสั่งคณะรัฐมนตรีที่ส่งถึง กทม. ให้ปฏิบัติ เราทำอะไรได้บ้าง ดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว และมีผลกระทบหรือผลดี-ผลเสียอย่างไรบ้าง ?

ด้าน นายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว ก็เป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิด ‘ค่าโดยสารราคาเดียว’ พี่น้องประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการที่ ค่าโดยสารราคาถูกลง

จากนั้นขอให้ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ ซึ่งรับผิดชอบดูแลในเรื่องนี้ รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามมติ ครม. 23 มิถุนายน 2569 ระบุได้ว่า

  1. มอบหมายให้ กทม. เร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก ส่วนต่อขยาย และสายสีทอง ทั้งทรัพย์สินและภาระหนี้สินให้ รฟม. ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอ ครม. เพื่อทราบต่อไป

“อันนี้คือ มติครม. เมื่อ 23 มิถุนายน 2569 ที่มาที่ไปของมติครม. ก็มาจากการประชุม คจร. หลักแนวคิดคือ ให้ปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าให้เป็น Single Ownership คือให้เป็นเจ้าของแต่เพียงรายเดียว คือให้ รฟม. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ดูแลรถไฟฟ้าหลากสีทั้งหมด เพื่อที่จะทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปได้อย่างสะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าโดยสาร ‘ตั๋วร่วม’ ”

  1. รับทราบมติ คจร. ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 68 เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้า

แบบองค์รวม โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้ และภาระหนี่สินของโครงการดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

จากนั้น นายวิศณุอธิบาย โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กทม. โดยมีอยู่ 3 ส่วนคือ

ส่วนแรก – เส้นทางหลัก (เส้นทางสัมปทาน) สายสุขุมวิท (หมอชิต-อ่อนนุช) สายสีลม (สนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) ซึ่งมีตั้งแต่ปี 2542-2572 แต่เรามีสัญญาจ้างเดินรถต่อ จากปี 2573-2585

ส่วนที่ 2 – แนวส่วนต่อขยายที่ 1 สายสุขุมวิท (อ่อนนุช-แบริ่ง) สายสีลม (สะพานตากสิน-บางหว้า)

ส่วนที่ 3 – แนวส่วนต่อขยายที่ 2 สายสุขุมวิท (แบริ่ง-เคหะฯ) สายสุขุมวิท (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต)

นายวิศณุกล่าวว่า แนวส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 นั้น อยู่ในสัญญาจ้างเดินรถที่ กทม.จ้างอยู่ ก็ถึงปี 2585 เช่นเดียวกัน

ปัจจุบันส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 นั้น ต้องใช้เงินของ กทม.อุดหนุน เนื่องจากรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย ซึ่งทั้งสองส่วนเราต้องออกเงินอุดหนุน ร่วมๆ เดือนละ 400 กว่าล้านบาท เกือบ 500 ล้าน รวมทั้งปีสำหรับปีนี้ก็คาดการณ์ไว้ว่า 5,700 ล้านบาท ซึ่งค่าจ้างเดินรถจะเพิ่มขึ้นทุกปี

“แนวคิด นโยบายรัฐบาลที่อยากให้เป็น single Ownership ก็ทำให้รัฐบาลสามารถกำหนดค่าโดยสารได้อย่างอิสระ ประชาชนก็รับประโยน์ ค่าโดยสารที่ถูกลง ไม่มีการคิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน

ตัว กทม.เอง ก็จะลดภาระด้านงบประมาณ ที่จะต้องหักเงินไปอุดหนุนค่าโดยสารโดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 และสามารถนำเงินนี้ไปทำกิจการด้านอื่นได้ คือประโยชน์ที่ได้รับโดยตรงทั้งต่อประชาชน และต่อ กทม.” นายวิศณุกล่าว

 

จากนั้น นายวิศณุกล่าวถึง ขั้นตอนการโอนโครงการ โดยตั้งแต่ 23 มิ.ย.2569 ที่ ครม.มีมติออกมา มีคำสั่งนายกฯ ต่างตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเรื่องนี้ 3 คณะ ซึ่งระหว่าง กทม.และ รฟม. ก็มีการจัดทำร่าง MOU เพื่อการโอนโครงการ ผ่านคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย (ก.ย.69) ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ครั้งที่ 2/2569 มีมติเห็นชอบร่างนี้ (ต.ค.69) ปัจจุบันอยู่ระหว่างส่งไปให้ทาง สำนักการอัยการสูงสุดตรวจร่างฯ MOU นี้ ซึ่งหากทาง สำนักการอัยการสูงสุด เห็นชอบก็จะมีการลงนามร่วมกันระหว่าง กทม. และ รฟม.ต่อไป

ต่อมา นายวิศณุกล่าวถึง สาระสำคัญและหลักการของร่าง MOU การโอนโครงการรถไฟฟ้าฯ มีอยู่ 2 เรื่องคือ

รฟม.จะรับเรื่องรายได้และรายจ่าย จาก กทม.ไปดูแล คือ ภาระค่าใช้จ่ายในค่าจ้างเดินรถ และ รายรับค่าโดยสาร ที่จะส่งให้ รฟม.โดยตรง

ส่วนที่ 2 การโอนทรัพย์สิน ก็จะรอทำเรื่อง Due Diligence ต่อไป คือ รฟม. ของบฯ จากรัฐบาลเพื่อชำระค่าตอบแทน และภาระการเงินต่างๆ เท่ากับมูลค่าโครงการในงบการเงินที่ สตง.ให้ความเห็นรับรอง ตามมาตรฐานบัญชีภาครัฐ