‘พัฒนา’ ลั่น ‘บางทีรู้ก็ไม่พูด’ สั่งแกะรอยงบบัตรทอง 6 หมื่นล. ให้ สปสช.แจงใน 7 วัน

3.08.26 | 17:07 น.

‘พัฒนา’ ลั่น ‘บางทีรู้ก็ไม่พูด’ สั่งแกะรอยงบ 6 หมื่นล. ให้ สปสช.แจงใน 7 วัน

จากกรณีที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า งบประมาณด้านหลักประกันสุขภาพแห่งชาติราว 60,000 ล้านบาท ไม่ได้ถูกจัดสรรเข้าสู่ระบบของ สธ. ทั้งที่เป็นหน่วยบริการหลักในการดูแลประชาชน จนเกิดกระแสตั้งคำถามว่า เงินดังกล่าวถูกจัดสรรไปยังหน่วยงานใด และใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายพัฒนา ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ครั้งที่ 8 วาระการพิจารณา (ร่าง) หลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตงบประมาณราว 60,000 ล้านบาทดังกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นประเด็นของปีงบประมาณ 2568 ที่ยังต้องทำความกระจ่างเรื่องการจัดสรรงบ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ นางมานิดา ภู่เจริญ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการเงิน ชี้แจงรายละเอียดภายใน 7 วันนายพัฒนา กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ในจำนวนดังกล่าวมีงบ 16,000-17,000 ล้านบาท ที่จัดสรรให้หน่วยงานในสังกัด สธ.แต่ไม่อยู่ในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) โดยในจำนวนนี้มีงบราว 11,000 ล้านบาท ที่จัดสรรให้โรงพยาบาล (รพ.) ราชวิถี เพื่อจัดซื้อยาโดยเฉพาะ ไม่สามารถนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นได้ ส่วนที่เหลือประมาณ 5,000 ล้านบาท เป็นงบที่เข้าสู่ระบบของ สธ. นอกจากนี้ ยังมีงบด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (Prevention and Promotion) อีกกว่า 20,000 ล้านบาท รวมถึงงบในกองทุนอื่นๆ ซึ่งต้องรอรายละเอียดจากคณะอนุกรรมการการเงิน โดยได้ขอให้ชี้แจงเชิงลึก ทั้งหน่วยงานที่ได้รับงบ สถานะของหน่วยงาน การเบิกจ่าย การควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนตรวจสอบว่ามีการกระจุกตัวของงบในพื้นที่หรือบริการด้านใดเป็นพิเศษหรือไม่

 

“เราไม่ได้ต้องการเพียงรู้ว่าเงินอยู่ที่หน่วยงานใด แต่ต้องรู้ว่า หน่วยงานที่รับเงินเป็นใคร เป็นนิติบุคคล มูลนิธิ หรือคลินิก มีกระบวนการกำกับดูแลอย่างไร และการใช้จ่ายมีประสิทธิภาพหรือไม่” นายพัฒนา กล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลการตรวจสอบจะนำไปสู่การปรับแนวทางจัดสรรงบใหม่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า นี่คือเหตุผลที่นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุม เพราะงบต้องถูกจัดสรรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลประชาชน แต่การปรับสัดส่วนงบจะต้องคำนึงถึงความสมดุล ไม่ใช่ให้น้ำหนักเฉพาะโรคหรือบริการบางด้านเท่านั้น เนื่องจากยังมีโรคหายากและผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยาช่วยชีวิต ซึ่งเป็นหน้าที่ของบอร์ด สปสช. ในการพิจารณา

รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า ขณะนี้มีแนวคิดเบื้องต้นว่า บางกองทุนอาจจำเป็นต้องทบทวนการจัดสรรงบ แต่จะต้องรอข้อมูลจากคณะอนุกรรมการการเงินก่อน พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบจะพิจารณาเรื่องประสิทธิภาพการใช้จ่ายเป็นลำดับแรก ส่วนประเด็นการทุจริตหรือการใช้เงินไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หากพบข้อสงสัยก็จะดำเนินการตรวจสอบต่อไปนายพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า เงิน 60,000 ล้านบาท หายไปไหน ว่า ไม่ได้หมายความว่าเงินสูญหาย แต่เป็นการตั้งคำถามถึงการกระจายงบ โดยก่อนหน้านี้ระบุว่าเงินดังกล่าวไม่ได้อยู่ในระบบของ สธ.ทั้งหมด ก่อนจะพบข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีส่วนหนึ่งอยู่ในหน่วยงานของ สธ.ประมาณ 16,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องตรวจสอบต่อว่าเงินส่วนที่เหลือถูกจัดสรรไปยังหน่วยงานใด และเกิดประโยชน์ต่อระบบสุขภาพอย่างไร

 

“ใครจะบอกว่ารัฐมนตรีไม่รู้ ก็ต้องบอกว่าบางทีรู้ก็ไม่พูด ผมถือว่าผมโยนไป 60,000 ล้านนี้ก็เริ่มแล้ว เพราะฉะนั้นความโปร่งใสก็ควรจะต้องถูกชี้แจงออกมา ขณะที่ สปสช. ก็ต้องชี้แจงว่าการจัดสรรงบประมาณมีความเหมาะสมและเพียงพอหรือไม่” นายพัฒนา กล่าว

สำหรับสถานะงบประมาณปี 2569 นายพัฒนา กล่าวว่า ปัจจุบันงบประมาณที่เหลือสำหรับการบริหารในช่วงประมาณ 2 เดือนครึ่งสุดท้ายมีอยู่ราว 25,000 ล้านบาท ซึ่งจะพยายามบริหารให้อยู่ในกรอบดังกล่าว แต่หากเกิดกรณีงบไม่เพียงพอ อาจต้องใช้แนวทางเดียวกับปีที่ผ่านมา คือการบริหารจัดการโดยใช้งบของปีถัดไปเข้ามาช่วยในช่วงรอยต่อ ทั้งนี้ จะต้องหารือรายละเอียดร่วมกันอีกครั้ง

ส่วนกรณีที่มีการเปรียบเทียบว่าหน่วยบริการของ สธ.ดูแลประชาชนจำนวนมาก แต่ได้รับงบเหมาจ่ายรายหัวน้อยกว่าหน่วยบริการบางแห่ง นายพัฒนา กล่าวว่า การเปรียบเทียบดังกล่าวควรพิจารณาเฉพาะงบค่าบริการในฐานเดียวกัน และไม่ควรนำงบเงินเดือนมารวม เพราะจะทำให้การเปรียบเทียบคลาดเคลื่อน โดยต้องพิจารณารายละเอียดของข้อมูลก่อนจึงจะสามารถสรุปได้อย่างถูกต้อง