รพ.สต.ท่าทราย ปั้น ‘โรงเรียนอ่อนหวาน’ ชูระบบเพื่อนช่วยเพื่อน ยกระดับศูนย์ NCDs หมู่บ้าน ดันโมเดลขยายผลทั่วประเทศ

6.08.26 | 17:30 น.
พฤติกรรมการใช้ชีวิต การบริโภคอาหาร และการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs โดยเฉพาะ ‘โรคเบาหวาน’ ที่กลายเป็นโจทย์สุขภาพสำคัญของคนไทยอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับข้อมูลจากกรมควบคุมโรคที่ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 6.5 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้ว่าตนเองป่วยด้วยโรคนี้ ซึ่งหากควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน ทั้งโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และปัญหาทางระบบประสาท ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว โรงเรียนอ่อนหวาน วิทยาท่าทราย ในพื้นที่องค์การงริหารส่วนตำบลท่าทราย อ.เมืองนครนายก จ.นครนายก จึงเข้ามาเป็นอีกกลไกสำคัญในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและกลุ่มเสี่ยง ด้วยการเปลี่ยนจากการ “รอรักษา” เมื่อเกิดอาการไปสู่การสร้างเกราะป้องกัน โดยเพิ่มความรู้และทักษะให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองได้ในชีวิตประจำวัน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการให้กำลังใจ โดยมีบุคลากรสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ครูจิตอาสา ตลอดจนคนในชุมชนร่วมกันขับเคลื่อน จากปัญหาในพื้นที่ สู่ห้องเรียนเปลี่ยนพฤติกรรม

ธวัชชัย ดีทองสุข ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าทราย


ธวัชชัย ดีทองสุข ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าทราย เผยที่มาของโรงเรียนอ่อนหวาน วิทยาเขตท่าทราย ว่า เกิดจากสถานการณ์ผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่ที่มีจำนวนมาก ทำให้ รพ.สต. ตระหนักถึงความจำเป็นในการหาแนวทางลดความเสี่ยงและชะลอความรุนแรงของโรค จึงจัดตั้งโรงเรียนอ่อนหวาน วิทยาเขตท่าทราย ขึ้นในปี 2567 โดยมุ่งให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยเข้าถึงความรู้และวิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อลดความเสี่ยงของโรค รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้โรงเรียนอ่อนหวานแห่งนี้ บริหารงานโดยผู้อำนวยการ รพ.สต. ร่วมกับครูจิตอาสาในชุมชนที่เข้ามาเป็น ‘ครู ก’ และ อสม. ที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพจากโรงพยาบาลนครนายกในฐานะแม่ข่ายของอำเภอเมือง เพื่อถ่ายทอดความรู้ สร้างทักษะ และให้กำลังใจผู้เรียนตลอดกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขณะที่ กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เข้ามาสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษา และฟื้นฟู ทำให้กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแนวทางโรงเรียนอ่อนหวานขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง “หัวใจหลักของโรงเรียนอ่อนหวาน คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เน้นให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้ มีความรู้ สามารถทำได้ด้วยตนเอง และทำอย่างต่อเนื่องจนควบคุมโรคได้ อย่างน้อยที่สุดเราอยากให้เขารู้จักภาวะแทรกซ้อนและเกิดความตระหนัก แม้จะทำได้ไม่ทั้งหมด ก็ยังช่วยยืดระยะเวลาความเสื่อมที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยได้” ธวัชชัย กล่าว
ผอ. รพ.สต.ท่าทราย อธิบายเพิ่มเติมว่า โรงเรียนอ่อนหวานใช้หลักสูตรระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งผู้เรียนจะพบกันสัปดาห์ละ 1 วัน ทุกวันจันทร์ เริ่มต้นด้วยการตรวจคัดกรองสุขภาพเพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อน พร้อมเรียนรู้การออกกำลังกายที่เหมาะสมจากครู ก และการเลือกบริโภคอาหาร โดยพยาบาลจะให้ความรู้เรื่องการจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้กำลังใจกัน ควบคู่กับการติดตามความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพในแต่ละสัปดาห์ ด้านผลการดำเนินงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมโรงเรียนอ่อนหวานทั้งหมด 98 คน โดยทุกคนสามารถลดน้ำหนักได้ ในจำนวนนี้ 8 คน งดยาได้ตามการวินิจฉัยของแพทย์ และอีก 18 คน ลดปริมาณยาลงตามการพิจารณาของแพทย์ ขณะที่ผู้เรียน 28 คน ที่จบหลักสูตร ยังได้รับการต่อยอดให้เป็นกำลังสำคัญในการถ่ายทอดความรู้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่เข้ารับบริการ ณ ศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน ทำให้การเรียนรู้ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อจบหลักสูตร ทว่ายังส่งต่อไปยังคนในชุมชนได้

จิราภร จันทรานนท์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย

ขณะที่ จิราภร จันทรานนท์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่เห็นได้ตั้งแต่ปีแรก ทำให้ประชาชนในพื้นที่สนใจเข้าร่วมโรงเรียนอ่อนหวานมากขึ้นเรื่อยๆ จนแนวทางนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีชุมชนใกล้เคียงทยอยเข้ามาศึกษาดูงานเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ด้าน อบต.ท่าทรายในฐานะภาคีหลัก ยืนยันพร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงเรียนอ่อนหวานเดินหน้าต่อไปและขยายผลไปสู่กลุ่มเสี่ยงอื่นในชุมชน “กปท. มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวเชื่อมไปยัง สปสช. และเมื่อได้รับการสนับสนุนแล้ว อบต. ก็เข้ามาสมทบให้เกิดการทำงานร่วมกันเป็นภาคีเครือข่าย ซึ่งเราตั้งใจจะต่อยอดโครงการนี้ไปทุกปี เพราะคณะกรรมการหมู่บ้านเองก็เห็นความสำคัญและอยากให้ดำเนินการต่อเนื่อง” จิราภร กล่าว ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ พลังใจที่ทำให้ความรู้เดินทางต่อ

ครูแจ๋ว หนึ่งในคุณครูอาสาโรงเรียนอ่อนหวาน

อีกหนึ่งกลไกสำคัญของโรงเรียนอ่อนหวานคือ ‘กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน’ ที่นำผู้ป่วยเบาหวานในวัยใกล้เคียงกันมาร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรม โดยมีครูจิตอาสาคอยสนับสนุนเติมความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่ง ครูแจ๋ว หนึ่งในคุณครูอาสาโรงเรียนอ่อนหวาน สะท้อนว่า การได้พูดคุยกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เผชิญโรคเดียวกัน ทำให้สมาชิกเปิดใจแลกเปลี่ยนปัญหา ค้นหาสาเหตุ และให้กำลังใจกันอย่างสนิทใจ ความสัมพันธ์นี้ยังต่อยอดไปสู่นอกห้องเรียน ทั้งในกิจกรรมชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงการออกกำลังกายยามเช้า จนกลายเป็นเครือข่ายสุขภาพที่คอยช่วยเหลือและกระตุ้นกันในชีวิตประจำวัน

รัตนา อ่อนตา หรือ ป้าติ๋ม นักเรียนโรงเรียนอ่อนหวานรุ่นแรก

Advertisement
ผลลัพธ์ของกระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อนภายใต้โรงเรียนอ่อนหวาน ยังสะท้อนชัดผ่านเรื่องราวของ รัตนา อ่อนตา หรือ ป้าติ๋ม ผู้ป่วยเบาหวานมานานกว่า 24 ปี ซึ่งเคยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึง 300-400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จนต้องพึ่งอินซูลิน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการโรงเรียนอ่อนหวาน เพื่อเรียนรู้การดูแลตัวเองอย่างจริงจัง สิ่งที่ป้าติ๋มนำกลับไปปรับใช้คือ การจัดการอาหาร ทั้งลดแป้งและน้ำตาล ควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต เพิ่มผักและโปรตีน พร้อมบันทึกสิ่งที่รับประทาน รวมถึงติดตามน้ำหนักตัวเองอย่างต่อเนื่อง ผลจากความตั้งใจตลอดหลายเดือน ทำให้น้ำหนักของป้าติ๋มลดลงจาก 79 กิโลกรัม ที่เคยทำให้เดินลำบาก เหลือ 63 กิโลกรัม ขณะที่ระดับน้ำตาลลดลงมาอยู่ไม่เกิน 115 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จำนวนยาที่รับประทานลดจากวันละ 12 เม็ด เหลือ 3 เม็ด ภายใต้การติดตามและพิจารณาของแพทย์ ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ร่างกายคล่องตัวขึ้นและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน ป้าติ๋มจึงนำประสบการณ์ไปบอกต่อครอบครัว รวมถึงคนในชุมชน จนกลายเป็นอีกหนึ่งต้นแบบที่พิสูจน์ว่า ความรู้จากโรงเรียนสามารถเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่ทำได้จริง “พอรู้ว่าอะไรคือแป้ง อะไรคือน้ำตาล เราก็เลือกกินได้ เพราะสโลแกนของโรงเรียนคือ ‘อิ่มไม่อดก็ลดได้’ เพียงเลือกกินให้เหมาะสม จัดจานแบบ 2:1:1 คือผัก 2 ส่วน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และโปรตีน 1 ส่วน ก็สามารถปรับการกินได้โดยไม่ต้องทรมานตัวเอง “อยากบอกคนที่เป็นเบาหวานว่าอย่าเพิ่งท้อ ถ้าเราตั้งใจและค่อยๆ ปรับพฤติกรรมให้เหมาะกับตัวเอง ทำอย่างต่อเนื่องก็เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ ขอแค่เริ่มจากตัวเราเองก่อน แล้วจะรู้ว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้” ป้าติ๋ม ทิ้งท้าย
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ ‘โรงเรียนอ่อนหวาน วิทยาท่าทราย’ ได้พิสูจน์แล้วว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากมีความรู้ที่ถูกต้อง มีเพื่อนคอยให้กำลังใจ และมีระบบสุขภาพในพื้นที่ที่พร้อมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาแข็งแรง เป็นต้นแบบที่พร้อมขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นทั่วประเทศต่อไป ชมคลิปเต็มได้ที่