ภาคปชช.ค้านแก้ พ.ร.บ.สสส. ตัดงบภาษีบาป 1.4 หมื่นล้าน ชี้เอื้อนายทุนเหล้า-บุหรี่
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับกล่าวถึงกรณีมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ระหว่างวันที่ 30 ก.ย. – 14 ต.ค. 2569 ในประเด็นยกเลิกการจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบเข้าสู่กองทุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเปลี่ยนมาใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีจากรัฐบาลนั้น ว่า ในเรื่องนี้ตนมีความเป็นห่วง และได้ทำหนังสือส่งถึงประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับและสมาชิกทั่วประเทศ ว่า ตลอด 25 ปีที่ สสส. ถือกำเนิดมาก่อให้เกิดคุณูปการกับสังคมมากมายและแนวคิดนี้ คือแนวความคิดสมัยใหม่ เพราะการทำระบบเสริมสร้างสุขภาวะไปฝากไว้กับหน่วยราชการที่เราเห็นๆ กันอยู่
“ในฐานะเหยื่อเมาแล้วขับที่ได้รับผลกระทบ ขอให้พวกเราแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยสติ ด้วยเหตุผล ไม่ใส่อารมณ์ด้วยคำถามสั้นๆ ท่านคิดว่า รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐจะรณรงค์เสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนไทยได้หรือไม่” นายสุรสิทธิ์ กล่าว
ด้าน นายศรัทธา ปลื้มสูงเนิน ผู้จัดการกลุ่มไม้ขีดไฟ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า จากการที่ฝ่ายการเมืองได้เสนอร่าง แก้ไข พ.ร.บ. สสส.เข้าสภาฯ โดยกฏหมายฉบับนี้ในมุมมองของตัวเองมองว่าคือการ ตัดท่อน้ำเลี้ยงตรง ของ สสส. จากเดิมที่ได้เงิน 2% เก็บเพิ่มจากภาษีเหล้า-บุหรี่โดยอัตโนมัติ เปลี่ยนไปเป็น ต้องไปขอเบิกงบประมาณรายปีเหมือนหน่วยงานราชการทั่วไป ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนทำงานสังคมในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อคนทำงานภาคสังคมและชุมชน เมื่อเงินทุนขาดช่วง ทำงานระยะยาวไม่ได้ งานเปลี่ยนค่านิยมและพฤติกรรม เช่น เล่นอิสระ ลดเหล้า-บุหรี่ ปลอดภัยบนท้องถนน สุขภาพจิต หรือสิทธิกลุ่มเปราะบาง ต้องใช้เวลาทำต่อเนื่องหลายปี เมื่อเปลี่ยนเป็นงบรายปี หากปีไหนของบไม่ผ่านหรืองบถูกหั่นตามทิศทางลมของการเมือง โครงการที่กำลังเดินหน้าอยู่ระดับชุมชนอาจต้องยุติลงกะทันหัน
นายศรัทธา กล่าวว่า เมื่อความคล่องตัวหายไป กลับไปติดกับดักระบบราชการ จุดเด่นเดิมของทุน สสส. คือมีความยืดหยุ่น เข้าถึงปัญหาเฉพาะหน้าของคนในพื้นที่ได้เร็ว หากต้องใช้ระเบียบงบประมาณแผ่นดิน เอกสารจะเพิ่มขึ้น เงื่อนไขจะเข้มงวดแบบราชการ ทำให้กลุ่มชาวบ้านหรือองค์กรเล็กๆ ที่ไม่มีความชำนาญเรื่องทำเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง เข้าถึงทุนได้ยากขึ้น งานสังคมเสี่ยงตกอยู่ใต้การเมือง เมื่อต้องเข้าคิวของบจากรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร ทิศทางของโครงการเสี่ยงที่จะถูกกำหนดตามนโยบายของพรรคการเมือง หรือกระแสความนิยม มากกว่า ความจำเป็นจริงในพื้นที่ โครงการที่แตะเรื่องเชิงโครงสร้างหรือประเด็นที่รัฐบาลไม่ชอบ อาจถูกตัดงบได้ง่าย องค์กรภาคประชาสังคมระดับฐานรากอาจต้องปิดตัว มูลนิธิ สมาคม และกลุ่มอาสาสมัครจำนวนมากไม่ได้มีเงินเดือนประจำ แต่ขับเคลื่อนได้ด้วยทุนโครงการ
“หากแหล่งทุนนี้ลดลงหรือเข้าถึงยากขึ้น คนทำงานภาคสนามที่มีความเชี่ยวชาญอาจต้องแยกย้าย ส่งผลให้กลไกดูแลคนชายขอบและประเด็นสังคมที่รัฐเข้าไม่ถึงต้องอ่อนแรงลง สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ข้อสำคัญคือเงินที่ถูกตัดออกไปจากทั้งสี่กองทุน รวมกว่าหมื่นสี่พันล้านนั้น คนได้ประโยชน์ที่สุดคือนายทุนเหล้าบุหรี่ ประชาชนไม่ได้อะไรเลยมันแย่มากๆ” นายศรัทธา กล่าว
ขณะที่ นายสุขวิชัย อิทธิสุคนธ์ กลุ่มบางกอกฮับ ที่ดูแลงานชุมชนไม่จดทะเบียน กทม. กล่าวว่า งบประมาณจากภาษีบาปที่สนับสนุนให้ สสส. นั้นเป็นงบที่สำคัญอย่างมาก ในการเป็นพื้นที่ ที่ให้คนได้นำไอเดียดีๆ มาพัฒนาเป็นโครงการ เพื่อสร้างการพัฒนาให้คน สิ่งแวดล้อม พัฒนาเมือง ซึ่งที่ผ่านมานั้นตนยังไม่เห็นกองทุนไหนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่ามากเท่ากองทุน สสส. มีคนที่เปลี่ยนตัวเองผ่านกิจกรรม มีชุมชนที่ยกระดับพื้นที่ตัวเองผ่านการสนับสนุนของ สสส. และมีอีกหลายอย่างที่ถูกพัฒนางานจากกองทุนนี้
“ในวิกฤตที่ผ่านมาทั้งโควิด-19 ไฟป่า น้ำท่วม ฯลฯ เราพิสูจน์มาแล้วว่าถ้าภาคประชาสังคมไม่ลุกขึ้นมารับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น ร่วมกับภาครัฐ ไม่มีทางที่รัฐบาล ราชการหรือฝ่ายการเมืองจะจัดการกับปัญหาได้โดยลำพัง ซึ่งเครือข่ายส่วนใหญ่ก็ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ในมิติสุขภาวะไม่มากก็น้อย ดังนั้นตนจึงอยากฝากเสียงนี้ไปถึงผู้มีอำนาจในประเทศ สส. ทั้งฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ช่วยปกป้องหลักการของภาษีบาปนี้ ให้คนเล็กคนน้อยได้นำไปพัฒนาคน พัฒนาเมือง สร้างสุขภาวะที่ดีกันต่อไปเถอะ หยุดเดินหน้ากฎหมายนี้เสียเถอะ” นายสุขวิชัย กล่าว



