‘ษัษฐรัมย์’ ขอบคุณคะแนนเสียงมหาศาล ลั่น ‘ทีมประกันสังคมก้าวหน้า’ เป็นความหวังประชาชน ชี้มี 14 เสียงเพียงพอปฏิรูปประกันสังคม
เมื่อเวลา 21.15 น. วันที่ 11 ตุลาคม ที่ศูนย์วอร์รูมทีมประกันสังคมก้าวหน้า เขตบางแค นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครบอร์ดประกันสังคม ทีมประกันสังคมก้าวหน้า นำทีมประกันสังคมก้าวหน้าแถลงข่าวภายหลังที่มีการนับผลการลงคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม ชุดที่ 15 โดยระบุว่า ขออภัยที่การแถลงข่าวล่าช้า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการปกติของการนับคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม
นายษัษฐรัมย์กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งมีผู้สมัครทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน สิ่งแรกที่ต้องการสื่อสารคือความรู้สึกขอบคุณอย่างมากต่อคะแนนเสียงจากประชาชนจำนวนมหาศาลทั่วประเทศ ที่ต้องการเห็นประกันสังคมกลับคืนสู่การเป็นประกันสังคมของพวกเราอย่างแท้จริง การใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิสูงกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 หลายเท่า สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของกองทุนประกันสังคม
นายษัษฐรัมย์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เห็นได้จากการเลือกตั้งครั้งนี้คือความพยายามของผู้ประกันตนและนายจ้างจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเดินทางมาใช้สิทธิ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งต้องเดินทางอย่างยากลำบาก ขณะที่บางคนต้องเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัด นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกันตนบางส่วนที่ต้องตื่นตั้งแต่เวลาประมาณตี 5-6 โมงเช้า เพื่อมารอใช้สิทธิหน้าหน่วยเลือกตั้ง เพราะหลังจากนั้นยังต้องเดินทางไปทำงานต่อในวันอาทิตย์ ในช่วงเวลาที่แถลงข่าว ผลการนับคะแนนอยู่ที่ประมาณ 15-20% แต่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้รับคะแนนเสียงในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้สามารถกล่าวได้ว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าคือความหวังของประชาชน และเป็นปีศาจของเหล่าชนชั้นนำและกลุ่มอภิสิทธิ์ชน ซึ่งสะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างความต้องการเปลี่ยนแปลงระบบประกันสังคมให้ตอบสนองต่อประชาชน กับโครงสร้างอำนาจเดิมที่ดำรงอยู่มาเป็นเวลานาน
นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะเดินหน้าตามสโลแกนและนโยบายที่วางไว้ คือการเป็น “บอร์ดสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่บอร์ดของชำร่วย” สิ่งที่ต้องการคือการปฏิรูป ไม่ใช่การแจกปฏิทิน โดยมองว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมดำเนินงานอยู่ภายใต้ความไม่โปร่งใสและขาดการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ การนำแสงสว่างเข้าไปตรวจสอบการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การทำงานของทีมสามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมหลายเรื่อง แม้จะมีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการเพียง 6 คน จากทั้งหมด 21 คน โดยระบุว่า สามารถผลักดันให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นครอบคลุมประมาณ 1.2 ล้านคน ช่วยให้ผู้ว่างงานนับแสนคนได้รับค่าชดเชยเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้รับบำนาญเกือบ 1 ล้านคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ สามารถผลักดันให้ผู้ที่มีปัญหาปวดฟันมากกว่า 100,000 คน สามารถเข้าถึงการผ่าฟันคุดได้ โดยยกตัวอย่างเหล่านี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า แม้ทีมจะมีตัวแทนในบอร์ดประกันสังคมเพียง 6 เสียง จากกรรมการทั้งหมด 21 เสียง แต่ก็ยังสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อผู้ประกันตนจำนวนมากได้
นายษัษฐรัมย์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือการมีเสียงสนับสนุน 14 เสียง จากกรรมการทั้งหมด 21 เสียง ซึ่งมองว่าจะเป็นจำนวนเสียงที่เพียงพอต่อการผลักดันการปฏิรูปประกันสังคมให้กลับมาเป็นของคนธรรมดาอย่างแท้จริง โดยเสียง 14 เสียงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทีมเฝ้ารอคอย เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสในการผลักดันนโยบายและเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการกองทุนให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกันตนมากขึ้น สิ่งสำคัญในขณะนี้คือการเร่งยืนยันผลคะแนนเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สมกับงบประมาณจำนวนมหาศาลที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมทั้งต้องการเห็นการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนของกองทุนประกันสังคม และทบทวนงบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผล เพื่อให้เงินเหล่านั้นกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีต่อจากนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าต้องการทำให้คนไทยทั่วไปตระหนักว่า ทุกคนคู่ควรที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานหนัก ตื่นตั้งแต่ตี 5 และเข้านอนเวลา 4 ทุ่ม คนที่มีลูกเล็กต้องดูแล หรือคนที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุและมีความกังวลต่อชีวิตในอนาคต รวมถึงคนที่เจ็บป่วยและกังวลว่าจะสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล ไปพบแพทย์ และมีเวลาในการดูแลสุขภาพของตนเองได้หรือไม่
“พวกเราคือตัวแทนของพวกเขาที่จะทำให้กองทุนสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้กลับมาเป็นของทุกคน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทีมได้สื่อสารจุดยืนดังกล่าวมาโดยตลอด แม้อาจมีคนมองว่าทีมเป็นเด็กเอาแต่ใจ แต่ความเอาแต่ใจที่ว่านั้นคือความปรารถนาที่จะทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น และไม่ต้องถูกจำกัดโอกาสในชีวิตเพียงเพราะชาติกำเนิดหรือสถานะทางสังคม” นายษัษฐรัมย์ กล่าวและว่า
นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ความเอาแต่ใจของทีมคือความปรารถนาที่จะไม่ให้มีใครต้องอดตายท่ามกลางความมั่งคั่งของประเทศ และต้องการให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับบำนาญอย่างสมเหตุสมผลและเหมาะสมกับสิ่งที่ได้ส่งเงินสมทบมาตลอดชีวิต โดยยืนยันว่าทีมพร้อมยอมเป็นเด็กที่ถูกมองว่าเอาแต่ใจ หากการยืนหยัดดังกล่าวสามารถทำให้สังคมดีขึ้น และทำให้ระบบสวัสดิการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
“วันนี้คือก้าว แต่ไม่ใช่ก้าวสุดท้าย ปี 2569 อาจเป็นฝันร้ายที่ยาวนานของคนไทย แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าคือปราการสุดท้ายของการปฏิรูป และเป็นแนวหน้าของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อสร้างระบบสวัสดิการที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน” นายษัษฐรัมย์ กล่าว
นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า รวมถึงทุกคนที่เชื่อมั่นในความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลง โดยยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าผลักดันให้กองทุนประกันสังคมกลับมาเป็นของประชาชน และสร้างหลักประกันให้คนไทยสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างเป็นธรรม
เมื่อถามว่าสิ่งแรกที่อยากทำหลังจากได้เข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคม นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ใน 7 วันแรก คือ การเปิดเผยรายงานการประชุมควบคู่ไปกับการเปิดไลฟ์การประชุม สิ่งเหล่านี้จะทำให้การนำเสนอทุกอย่างต้องมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้นโยบายที่เราได้มีการดำเนินการไว้ ไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบทุจริต เช่นเดียวกัน จะมีลดแมพ 1 ปี 2 ปี ตามที่เราได้มีกระบวนการรณรงค์ไว้ในการหาเสียงของเรา
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าเรื่องทุจริต จะดำเนินการแก้ไขอย่างไรบ้าง นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า คิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ แม้ว่าจะไม่มีทีมประกันสังคมก้าวหน้าก็ตาม สิ่งใดที่ถือว่าเป็นการทุจริต และสร้างความเสียหายสิ่งเหล่านั้นจำเป็นต้องมีบทลงโทษ มีบทเรียน เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง
“มองว่าการทุจริตที่สำคัญ เราต้องย้อนกลับไปมองว่าโครงการการบริหารของประกันสังคมนั้น มีงบประมาณมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี ที่ไม่จำเป็นจะต้องผ่านสภาผู้แทนราญฎร งบประมาณส่วนนี้สิ่งที่เราจะทำเป็นอันดับแรก คือ ทำ Zero Budgeting คือ การพิจารณาว่างบประมาณใดที่มีความจำเป็นและนโยบายใดที่ไม่มีความจำเป็น สิ่งที่ไม่มีความจำเป็นก็จำเป็นที่จะต้องยุติลง และต้องตั้งคำถามต่อไปถึงถึงผลทับซ้อนที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ทีมเราได้ดำเนินการมาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา“ นายษัษฐรัมย์ กล่าวและว่า เชื่อว่าในครั้งนี้ การที่เรามีเพื่อนเยอะขึ้น 14 คน คงจะเพียงพอที่จะยืนกรานในสิ่งที่ถูกต้อง ให้เราสามารถทำงานต่อไปได้
นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องบอกว่ามีความพยายามของสำนักงานประกันสังคม ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ในการที่จะเปลี่ยนระเบียบการเลือกตั้งจาก 1 เลือก 7 ให้กลายเป็น 1 เลือก 1 เป็นสิ่งที่ลดทอดอำนาจของผู้ประักนตนอย่างมาก และอดีตผู้สมัครของเรา คุณชลิต รัฐปาณะ ก็เป็นคนที่ต่อสู้เรื่องนี้ ในที่ประชุม เขาควรจะได้รับเครดิตไม่น้อยกว่าคุณจุลพันธ์ อยากยืนกรานความพยายามของเรา
”ผมคิดว่าพวกเราทีมประกันสังคมก้าวหน้าทั้ง 14 คน พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งก็คงจะมีจุดมุ่งหมายแบบเดียวกัน นั่นคือการทำให้ประกันสังคมเป็นหลังพิงที่สำคัญของประชาชนมากกว่า 10 ล้านคน“ นายษัษฐรัมย์ กล่าว
นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า กระบวนการโดยทั่วไปนี่คือประชาธิปไตย มีแพ้ มีคนชนะ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยการที่ประชาชนส่วนมาก ส่งสัญญาณว่า คนธรรมดาอย่างพวกเราต้องการปฏิรูป สร้างความก้าวหน้า ฉะนั้น ส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยมีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จ
”สิ่งที่คุณพนัส ไทยล้วน ได้ทำในอดีตก็มีส่วนที่สร้างความก้าวหน้า และมีส่วนที่ผิดพลาด วันนี้ผมก็ส่งสัญญาณไปจากผลคะแนนตัวนี้ คงมีความชัดเจนว่าประชาชนต้องการการปฏิรูปมากกว่าปฏิทิน มากกว่าการคิดถึงโครงสร้างที่เคยมีมาในอดีตหลาย 10 ปี“ นายษัษฐรัมย์ กล่าว

