สมาคมพยาบาล ล่ารายชื่อ ค้าน อาสาพยาบาลชุมชน ห่วง อบรมเพียง 240 ชม. ให้ดูแลปชช.กลุ่มเสี่ยง
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ได้ออกแถลงการณ์สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ เรื่อง การทักท้วงนโยบายอาสาพยาบาลชุมชน โดยระบุว่า พยาบาลของประชาชน ขอแสดงความห่วงกังวลต่อการใช้อาสาพยาบาลชุมชนที่ผ่านการอบรม 240 ชั่วโมง ให้ดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง โดยตามมาตรฐานสากลภารกิจนี้ที่ต้องใช้ความรู้และสมรรถนะทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพที่ใช้เวลาการศึกษาอบรม 4 ปี หรือ 3,000 ชั่วโมง ในการประเมินอาการ วิเคราะห์และป้องกันความรุนแรง ตัดสินใจช่วยเหลือ และส่งต่อผู้ป่วยอย่างทันท่วงที การอบรมระยะสั้นไม่อาจใช้แทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับงานพยาบาลวิชาชีพได้
งานดูแลสุขภาพต้องแบ่งขอบเขตหน้าที่ให้ชัดเจน งานสนับสนุนที่เหมาะสมอาจดำเนินการโดยอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรม แต่ภารกิจที่กฎหมายกำหนดให้ต้องใช้ผู้ประกอบวิชาชีพ ต้องดำเนินการโดยผู้มีใบอนุญาตและอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ไม่อาจขยายขอบเขตการปฏิบัติงานด้วยการอบรมเพียงอย่างเดียว
ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด เด็ก และผู้ป่วยหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด ล้วนเป็นกลุ่มเปราะบาง มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการประเมินและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม หากไม่สามารถแยกแยะสัญญาณอันตรายหรือส่งต่อได้ทันเวลา ความล่าช้าอาจนำไปสู่ความพิการ ความเจ็บป่วยรุนแรง หรือการสูญเสียชีวิต
ความเสี่ยงสูงทางกฎหมายวิชาชีพตกอยู่ที่อาสาพยาบาลชุมชน การเป็นพี่เลี้ยง และการมอบหมายงานเกินขอบเขตความรู้และสมรรถนะ จนประชาชนอาจได้รับผลจากความผิดพลาดของระบบ

การมอบหมายงาน หรือการนำผู้ผ่านการอบรมไปปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขตที่กฎหมายวิชาชีพอนุญาต อาจก่อให้เกิดความรับผิดทั้งต่อผู้จัดหรือผู้ฝึกอบรม ผู้มอบหมายงาน และผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามบทบาท หน้าที่ ข้อเท็จจริง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่มีใบอนุญาตไม่ควรถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ที่กำหนดไว้สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ ขณะเดียวกัน ผู้รับผิดชอบการฝึกอบรมและการกำกับดูแลต้องไม่ละเลยมาตรฐานและความปลอดภัยของประชาชน
หากรัฐมีงบประมาณ ควรเพิ่มอัตราการจ้างพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งยังไม่ได้รับการบรรจุอีกกว่า 7,000 คน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการประเมินสุขภาพ การติดตามอาการ การประสาน การรักษา และการส่งต่อโดยบุคลากรที่มีคุณสมบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ
เราขอเรียกร้องให้รัฐดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
1. ทบทวนนโยบายก่อนขยายการดำเนินงาน ประเมินความเสี่ยงต่อผู้ป่วยและเปิดเผยหลักเกณฑ์การกำกับดูแลอย่างโปร่งใส
2. กำหนดขอบเขตหน้าที่ตามกฎหมายและสมรรถนะอย่างชัดเจน แยกงานสนับสนุนออกจากงานที่ต้องใช้ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พร้อมเชิญสภาการพยาบาลและองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดมาตรฐาน
3. ตรวจสอบหลักสูตรและความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้จัดอบรม ผู้ฝึกสอน ผู้มอบหมายงาน และผู้กำกับดูแล เพื่อป้องกันการฝึกหรือการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานและกฎหมาย
การขาดแคลนพยาบาลเป็นปัญหาที่รัฐต้องแก้ด้วยการพัฒนากำลังคน การรักษาบุคลากร และการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ด้วยการมอบหมายภารกิจเกินสมรรถนะหรือทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานอาสาพยาบาลกับงานวิชาชีพไม่ชัดเจน
อาสาพยาบาลอาจเป็นกำลังสนับสนุนระบบสุขภาพที่มีคุณค่า แต่ไม่ควรถูกใช้แทนบุคลากรวิชาชีพในภารกิจที่ต้องอาศัยความรู้ ทักษะ การตัดสินใจทางคลินิก และความรับผิดชอบตามกฎหมาย ประชาชนกลุ่มเสี่ยงไม่ได้ต้องการเพียงคนมาเยี่ยมบ้าน แต่ต้องการระบบที่ประเมินได้อย่างเหมาะสม ช่วยเหลือได้ทันเวลา ส่งต่อได้อย่างปลอดภัย และมีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน


