กรมควบคุมโรค เฝ้าระวังสารเคมีปนเปื้อนปราจีนบุรี พบมีอาการ 116 ราย ติดตามกลุ่มเสี่ยงต่อเนื่อง 2 ปี
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยและเหตุน้ำซึมจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม จังหวัดปราจีนบุรี กรมควบคุมโรคได้เตรียมการรับมือจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) กรณีอุทกภัยและเหตุน้ำซึมจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อวางระบบเฝ้าระวังสุขภาพทั้งเชิงรุก – เชิงรับ ในระยะยาวร่วมกับหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ โรงพยาบาลศรีมโหสถ โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยจะมีการติดตามสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของทีมแพทย์ ระบบการตรวจวินิจฉัยและส่งต่อสถานพยาบาล เพื่อให้สามารถรองรับและรักษาผู้ที่มีอาการผิดปกติได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที
ด้าน นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้ส่งทีมปฏิบัติการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยดำเนินกิจกรรมคัดกรองสุขภาพ ประเมินความเสี่ยงเชิงรุกประชาชนในรัศมี 2–7 กิโลเมตรจากแหล่งที่สงสัยปนเปื้อน ระหว่างวันที่ 6–16 ตุลาคม 2569 รวมทั้งเก็บตัวอย่างปัสสาวะและเลือด เพื่อตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนในร่างกาย ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผลการคัดกรองสุขภาพโดยใช้แบบสัมภาษณ์ประชาชนที่อาจได้รับสัมผัสสารเคมีจากน้ำท่วม พบว่า จนถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับการคัดกรองสุขภาพทั้งหมด 613 ราย โดยเป็นผู้ไม่มีอาการ 497 ราย และผู้มีอาการ 116 ราย โดยส่วนใหญ่มีอาการทางผิวหนังเช่น ผื่นคัน ผื่นแดง ตุ่มน้ำใส เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสน้ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน
กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำและตะกอนดินที่อาจปนเปื้อนสารเคมี หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูตและอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม พร้อมปิดบาดแผลให้มิดชิด หลังสัมผัสน้ำควรรีบล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที นอกจากนี้ ควรงดบริโภคสัตว์น้ำและผลผลิตทางการเกษตรจากพื้นที่ที่อาจปนเปื้อน จนกว่าจะมีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และห้ามนำน้ำที่สงสัยว่าปนเปื้อนมาใช้อาบหรือปรุงอาหาร หากประชาชนมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะ แสบตา เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ควรรีบเข้ารับการประเมินจากแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือสารเคมีให้ทราบ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

