ขสช. ผนึก 491 องค์กรค้านแก้พ.ร.บ. 4 กองทุน จี้ ‘อนุทิน’ ถอนร่าง หวั่นการเมืองแทรกแซง-ทุนใหญ่ได้ประโยชน์
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) และภาคีเครือข่าย 491 องค์กร รวมตัวกันแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ ที่ทำให้กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งประเทศไทย เปลี่ยนจากระบบจัดสรรรายได้ภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เป็นการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พร้อมเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ หรือไม่ให้การรับรอง โดยให้เหตุผลว่าอาจกระทบความมั่นคงของแหล่งทุน เปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซง และส่งผลต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองและภาคประชาสังคมร่วมศึกษาการปฏิรูปทั้ง 4 องค์กร โดยระบุว่า
พวกเรา 491 องค์กร ตามรายชื่อแนบท้าย ได้มารวมตัวเพื่อแสดงเจตนารมณ์ให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล และพรรคภูมิใจไทย ถอนร่าง หรือไม่รับรอง ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ 4 ฉบับ ได้แก่
1. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
2. ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
3. ร่าง พ.ร.บ.กองทุนผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
4. ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
ซึ่งให้ยกเลิกระบบงบประมาณที่นำภาษีสรรพสามิต กรณีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ (ภาษีบาป) ซึ่งเดิมให้จัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนภารกิจเฉพาะด้านขององค์กรและกองทุนตามที่กฎหมายบัญญัติ (Earmarked Tax) ไปสู่ระบบการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยมีการอ้างเหตุผลด้านการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นหลัก ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความต่อเนื่องของแหล่งเงินทุน ตลอดจนความเป็นอิสระในการบริหารจัดการและการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะขององค์กรและกองทุนที่เกี่ยวข้องในระยะยาว
พวกเราทั้งหมด ขอแสดงการคัดค้านไม่เห็นด้วย โดยมีเหตุผล ดังนี้
1. เป็นการกินรวบงบประมาณที่เป็นของประชาชนโดยตรง ทำลายระบบงบประมาณเพื่อการเฉพาะ แม้แต่ นพ.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ยังได้มีจดหมายเปิดผนึกส่งถึงนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ขอให้ทบทวน และมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ แสดงเหตุผลและข้อมูลทางวิชาการ และออกมาคัดค้านกันมากมาย เพราะหลักการเก็บภาษีแอลกอฮอล์และยาสูบเพิ่มเติม (Surcharge) จากภาษีสรรพสามิตเพื่อนำมาแก้ปัญหาด้านสุขภาพและสังคม ตามหลักการ “ผู้ก่อปัญหาเป็นผู้จ่าย” และมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อตอบปัญหาของประชาชนในทุกมิติ ทั้งสุขภาวะกาย ใจ สังคม และปัญญา เป็นระบบมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาทางสังคมและสุขภาพที่มีความซับซ้อนในสังคมปัจจุบันที่ต้องการการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์งบประมาณได้ และป้องกันการแทรกแซงจากธุรกิจและการเมือง แต่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล และพรรคภูมิใจไทย กลับมองไม่เห็นคุณค่า
2. ขาดการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และขัดแย้งกับกฎหมายที่คุ้มครอง แม้ว่าจะอ้างเป็นนโยบายรัฐบาลที่แถลงผ่านรัฐสภา วันที่ 9-10 เมษายน 2569 แต่เป็นนโยบายที่ขาดการศึกษาผลกระทบ ข้อดี ข้อเสีย อย่างรอบด้าน ไม่มีคำอธิบายมากกว่าคำว่า “เพื่อวินัยการเงินการคลัง” ซึ่งขัดแย้งกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังภาครัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 82 ได้คุ้มครองกฎหมายจัดตั้งกองทุนที่เกิดก่อนปี 2561 ดังนั้น กลไกของทั้ง 4 กองทุน จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะยกเลิกเพราะอ้างตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังภาครัฐ
3. เอื้อประโยชน์ให้ภาคธุรกิจ และทำลายขบวนการทางสังคม จากรายงานที่น่าเชื่อถือที่เปิดโปงเบื้องหลังธุรกิจยาสูบ พบว่า ธุรกิจยาสูบมีแผนที่จะทำลายระบบงบประมาณจัดสรรเฉพาะของภาษีสรรพสามิตแอลกอฮอล์และยาสูบในประเทศต่าง ๆ โดยจะให้ข้อมูลบิดเบือนเพื่อให้รัฐบาลเลิกนโยบายนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งการยกเลิกนโยบายนี้ ผู้ได้ประโยชน์คือ ภาคธุรกิจที่อาจไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี และยังได้ทำลายขบวนการทางสังคมที่เข้มแข็งที่จะต่อต้านการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์และยาสูบ รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหาร ยา และอื่น ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs
นอกจากนี้ อธิบดีกรมสรรพสามิตให้ข่าวว่าการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลดภาษีหรือเอื้อประโยชน์ให้นายทุน แต่เป็นการยกเลิกภาษีส่วนเพิ่ม 2% แล้วออกกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตปกติเข้ามาทดแทนนั้น ยังไม่เคยมีรายละเอียด และไม่มีความเชื่อมั่นได้ว่าจะทำจริง เนื่องจากตั้งแต่ปี 2560 แล้ว ที่กรมสรรพสามิตคิดจะปรับโครงสร้างและอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรท ที่ทำไว้สองอัตราให้เป็นอัตราเดียว แต่ยังไม่ดำเนินการจนทุกวันนี้ ทั้งนี้การที่สรรพสามิตเก็บสองอัตราทำให้รัฐสูญเสียภาษีไปปีละหลายพันล้านบาท
กรณีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เช่นกัน กรมสรรพสามิตได้ประกาศปรับลดอัตราภาษีไวน์ สปาร์กลิ้งไวน์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นมา หลักฐานเชิงประจักษ์เช่นนี้ จึงไม่อาจเชื่อได้ว่า หลักการยกเลิกภาษีทั้ง 4 กองทุนแล้ว กรมสรรพสามิตจะจัดเก็บภาษีในระบบปกติได้ การอ้างว่าปฏิรูประบบงบประมาณหรือรักษาวินัยการเงินนั้น คือ การแปรรูปผลประโยชน์สาธารณะไปสู่มือนักการเมืองและนายทุนใช่หรือไม่
4. เปิดช่องให้การเมืองแทรกแซง และนำไปสู่การยุบเลิกในที่สุด ฝ่ายผู้เสนอแก้ไขกฎหมายระบุว่า การแก้ไขดังกล่าวไม่ได้เป็นการยุบองค์กร หรือยกเลิกภารกิจ แต่เปลี่ยนแหล่งรายได้เป็น “งบประมาณรายจ่ายประจำปี” แต่เป็นรับรู้กันดีเมื่อเข้าระบบงบรายจ่ายประจำปี โดยกลไกรัฐและการเมืองจะมีช่องแทรกแซงการใช้งบประมาณ และเมื่อเข้าสู่ระบบงบประมาณของรัฐสภามีแต่จะสั่งตัดงบ หรือปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณเพื่อตนเองได้ทันที ดังนั้น จึงไม่มีหลักประกันใด ๆ ที่ให้เชื่อว่าในอนาคตที่บอกว่าไม่ยุบ ก็เหมือนตัดตอน สุดท้ายก็ลีบ เล็ก และยุบเลิกในที่สุด
5. ผลการรับฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ผลการรับฟังความคิดเห็น การแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 4 ฉบับ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน ถึง 14 ตุลาคม 2569 นั้น ผลปรากฏชัดว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเป็นเสียงส่วนใหญ่ ดังนี้
1.ร่าง พ.ร.บ. สสส.: ไม่เห็นด้วยร้อยละ 89.47
2.ร่าง พ.ร.บ. กองทุนผู้สูงอายุ: ไม่เห็นด้วยร้อยละ 73.12
3.ร่าง พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส: ไม่เห็นด้วยร้อยละ 72.42
4.ร่าง พ.ร.บ. กองทุนพัฒนาการกีฬา: ไม่เห็นด้วยร้อยละ 67.88
จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เสียงทั้งหมดเหล่านี้ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 4 ฉบับ ทั้ง 5 ข้อเหตุผลดังกล่าว พวกเราจึงไม่มีความไว้วางใจต่อการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล และพรรคภูมิใจไทย โดยเจตนาเบื้องหลังส่อในทางเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนภาคธุรกิจ ทำลายระบบงบประมาณที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาและสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับประชาชนและสังคมไทยอย่างกว้างขวางทั้ง 4 กองทุน
หากมีความจริงใจ และเห็นคุณค่าของระบบงบประมาณเพื่อการเฉพาะ ขอให้ถอนร่างทั้ง 4 ออกจากการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ลงนามรับรองร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยควรใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่มาจากทุกพรรคการเมือง และมีตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อศึกษาการปฏิรูปการดำเนินงานของทั้ง 4 องค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

