ดร.พิชาย : ถ้าเพื่อไทยแลนด์สไลด์ 310 เสียง ก็ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวไม่ได้
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟสบุ๊ก แสดงความคิดเห็นกรณีพรรคเพื่อไทยประกาศเป้าหมายใหม่ ชนะเลือกตั้งแลนด์สไลด์ 310 ที่นั่ง โดยมีเนื้อหาทั้งหมดดังนี้
กระแสความนิยมของเพื่อไทยเพิ่มมากขึ้น จนมีแนวโน้มว่าจะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทะลาย ล่าสุดตั้งเป้าหมายที่ 310 เสียง และแกนนำพรรคกล่าวในทำนองว่า หากมีคะแนนเสียงระดับนี้จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และแคนดิเดตของพรรคคนใดคนหนึ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจเป็น แพทองธาร หรือ เศรษฐา หรือ บุคคลปริศนาที่ยังไม่เผยตัว ก็ได้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงสร้างการเมืองและรัฐธรรมนูญอันพิสดารของประเทศไทยในปัจจุบัน แม้จะได้ถึง 310 เสียงจริง แต่เพื่อไทยต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่นอีก 66 เสียง เพื่อรวมให้ได้ 376 เสียง และทำให้ให้แคนดิเดตของพรรคได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี
พรรคใดบ้างที่จะสนับสนุนเพื่อไทย และมีเงื่อนไขใด ภายใต้บริบทการเมืองไทยการที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งสนับสนุนพรรคการเมืองอื่น เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้ผลประโยชน์ต่างตอบแทน เช่น แลกกับการเข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสม และตำแหน่งรัฐมนตรี
อาจมีการสนับสนุนที่ข้ามพ้นจากประโยชน์ตอบแทนบ้าง นั่นคือสนับสนุนในการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาล เป็นการสนับสนุนเพราะจำเป็นต้องแสดงจุดยืนทางการเมืองของพรรค หรือไม่ก็เป็นเหตุผลที่เฉพาะเจาะจงแบบที่ไม่มีทางเลือกอื่น
66 เสียงที่จะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยมาจากไหนบ้าง
1 พรรคประชาชาติประมาณ 10 เสียง (คาดว่าเพื่อไทยคงยินดีให้พรรคนี้เข้าร่วมรัฐบาล และมอบตำแหน่งรัฐมนตรีให้)
2 เสรีรวมไทย ประมาณ 5 เสียง (อาจไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่อาจมีข้อแลกเปลี่ยนในรูปแบบอื่น เช่น ตำแหน่งในสภาผู้แทนฯ)
3 ก้าวไกลประมาณ 30-40 เสียง ก้าวไกลอาจสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง แต่เพื่อไทยคงไม่กล้าให้ก้าวไกลเข้าร่วมรัฐบาล
4 แม้ทั้ง 3 พรรคข้างต้นสนับสนุน แต่เสียงก็ยังคงไม่ถึง 376 อยู่ดี ดังนั้นเพื่อไทยก็จะต้องเลือกว่าจะดึงพรรคใดมาสนับสนุนเพิ่ม
4.1 ดึงประชาธิปัตย์มาสนับสนุน คาดว่า ปชป. น่าจะมีที่นั่งประมาณ 30-40 เสียง การดึง ปชป. มาคงต้องแลกกับตำแหน่งรัฐมนตรี และอาจถูกมวลชนวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่คาดว่าผู้นำพรรคเพื่อไทยสามารถจัดการมวลชนของตนเองให้สงบได้ไม่ยากนัก การดึง ปชป. มีข้อดีคือ ปชป. ไม่ใช่พรรคสืบทอดอำนาจรัฐประหาร ข้อครหาแม้จะมี แต่คงไม่รุนแรงนัก และแม้ว่าในอดีตจะเป็นคู่แข่งของเพื่อไทย แต่ปัจจุบัน ปชป. ไม่อยู่ในสถานะดังกล่าวแล้ว
4.2 ดึงพลังประชารัฐมาสนับสนุน คาดว่า พปชร. จะมี ส.ส. 30-40 ที่นั่ง แต่หัวหน้าพรรค พปชร. มีเสียง ส.ว. ประมาณ 80 เสียง อยู่ในมือ ซึ่งเป็นหลักประกันว่า เสียงสนับสนุนในการเลือกนายกรัฐมนตรีเกิน 376 เสียงแน่นอน แต่มีข้ออ่อนคือ พปชร. ถูกวิจารณ์ว่าเป็นพรรคสืบทอดอำนาจ แม้ว่าหัวหน้าพรรค พปชร. พยายามสร้างภาพความเป็นนักประชาธิปไตย แต่ก็ยากที่ลบออกได้ง่าย ๆ หากนำพรรค พปชร. เข้าร่วมรัฐบาล แกนนำพรรคเพื่อไทยก็คงต้องกลืนคำพูด และต้องอธิบายมวลชนหนักมาก
สรุปแนวโน้ม
หากเพื่อไทยได้ 310 เสียงจริง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นรัฐบาลผสมอยู่ดี แต่คนจากเพื่อไทยมีโอกาสสูงที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดจะประกอบด้วย เพื่อไทย ประชาชาติ และ ประชาธิปัตย์
แต่หากเพื่อไทย ได้ประมาณ 240-250 เสียง รัฐบาลอาจประกอบด้วย เพื่อไทย พลังประชารัฐ และประชาติ ส่วนคนที่มีแนวโน้มจะเป็นนายกฯ อาจเป็นคนจากเพื่อไทย หรือพลเอกประวิตร จากพลังประชารัฐก็ได้ ขึ้นกับการต่อรอง
ก้าวไกล มีโอกาสเข้าร่วมเป็นรัฐบาลไม่มากนักสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะโครงสร้างอำนาจการเมืองไทยในปัจจุบันยังไม่เปิดโอกาส และชนชั้นนำอนุรักษ์อำนาจนิยมคงหาทางสกัดกั้นทุกวิถีทาง การเป็นฝ่ายค้านที่มีคุณภาพอาจยังเป็นทางเลือกที่ดีของก้าวไกล เพื่อสะสมประสบการณ์ สร้างฐานมวลชนและกลไกพรรค ขยายความคิด และความตระหนักรู้แก่ประชาชน

