‘อดีตผู้สมัคร ส.ว.-อดีตผู้ตรวจการ กกต.’ แฉคลิปโพย-ซัดปล่อยฮั้ว ชี้ กกต.รู้เห็นแต่ไม่จัดการ ท้า เปิดหีบพิสูจน์ ลั่น อย่าฟ้องผม ผมไม่ได้มาพูดเพราะเป็นเครื่องมือใคร-ไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองไหน แต่ที่มาวันนี้เพราะสีทนไม่ได้
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 สิงหาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน จัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก ส.ว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว ส.ว. (ภาค พิเศษ) เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?” โดยมีพยานบุคคลร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้แก่ นางศรินทร สนธิศิริกฤตย์ พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ และพ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการ กกต.

โดยนางศรินทร กล่าวว่า สิ่งที่เราเห็นวันนั้นที่เราแปลกใจมากคือ กกต.ประกาศใส่ไมค์ว่ารอบไขว้จะไม่ให้เอาเอกสารเข้าไป ส.ว.ก็ไม่ให้เอาเข้าไป จะทำอะไรก็ทำเลย เดี๋ยวเข้าไปจะมีการแจก ส.ว.3 ชุดใหม่ หลายคนเลยเริ่มลอก ตนคิดว่าลอกกันลืม แต่ไม่คิดว่าจะฮั้วกันใหญ่ขนาดนี้ หนักกว่านั้นคือ นายฤชู แก้วลาย ถือกระเป๋าให้ด้วย สามารถเอากล้องมาเปิดได้เลย ตนออกมาพูดชื่อ ไม่กลัวฟ้อง ตนแค่เล่าความจริง
นางศรินทร กล่าวต่อว่า โดยในช่วงบ่าย มีส.ว. สำรองบางคนถือแฟ้มเข้าไปในห้อง ซึ่งตนก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงถือแฟ้มเข้าไปได้ โดยหลังจากที่เข้าไปแล้วมีกระบวนการที่เกิดขึ้นคือในช่วง 01.00 น. ซึ่งตนเห็นว่ามีกระบวนการโกงเกิดขึ้นจึงได้ถามว่าต้องไปพบใคร คนที่ใหญ่ที่สุดในที่นี้คือใคร เขาบอกว่าคือนายแสวง บุญมี คำตอบที่ได้คือเขาก็ทำเป็นกระบวนการทั้งหมด คนนั้นก็ทำคนนี้ก็ทำ กลุ่มที่ทำแล้วแพ้จะมาโวยวายทำไม ซึ่งหลังจากที่ได้คุยกับนายแสวงแล้วตนก็เห็นนายคำรบเดินเข้ามา หลังจากนั้นตนได้เดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่น หลังกลับมาก็ได้ไปร้องศาลฎีกา แต่ศาลบอกว่าเราไม่มีอำนาจในการฟ้อง ความจริงมีคำถามว่าหากกกต. ทำผิดต้องฟ้องใคร คำตอบคือต้องฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ตนก็ไปฟ้อง รอบแรกศาลบอกว่าไม่มีอำนาจในการฟ้องจึงได้ทำอุทธรณ์ไป
นางศรินทร กล่าวด้วยว่า หลังจากที่เลือกเสร็จสิ้นตนได้ไปศึกษาคุณสมบัติของผู้สมัครหลายคนซึ่งพบว่าผู้สมัครบางคนอายุ 40 มีคุณสมบัติที่น่าสงสัย เขียนว่าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย 10 ปี แต่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าข้อมูลเป็นเท็จ และข้อมูลที่อ้างว่าเป็นพยาบาลโรงพยาบาลสินแพทย์ เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าเป็นเท็จ จึงทำเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 สุดท้ายจนถึงปัจจุบันเรื่องเงียบ ไม่มีการตอบกลับ และบุคคลดังกล่าวได้เป็น ส.ว. ชุดปัจจุบัน

ด้าน พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวว่า การเข้าไปสมัคร ส.ว. ทำให้ตนเห็นกระบวนการที่น่ารังเกียจในการเข้าสู่อำนาจของคนที่อ้างว่ามีเกียรติ ตนเห็นร่องรอยของความไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งเมื่อเห็นข้อมูลดังกล่าวได้นำเรื่องไปแจ้งกับ กกต. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ว่ามีร่องรอยซึ่งบางคนเป็นคนมีบัตรประชารัฐก็ยังมาสมัคร ส.ว. บางคนตอนเช้าใส่หมวกกันน็อกไปทวงหนี้ แต่ตอนบ่ายมาสมัคร ส.ว. คำถามคือใครเป็นคนจ่ายเงินค่าสมัคร 2,500 บาทให้ และมีหลายคนที่กกต. ปล่อยให้คนที่ไม่มีสิทธิ์เข้ามาสมัครเช่น กลุ่มคนที่มีประสบการณ์ไม่ถึง 10 ปี หรือบางคนก็เป็นคนที่มีคุณสมบัติต้องห้าม แต่กกต. ก็ยังปล่อยให้มาสมัคร และยังใช้คนหนึ่งคนเพื่อรับรองผู้สมัครหลายคนพร้อมกับลงวันที่เดียวกัน
พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวด้วยว่า จากนั้นวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ก็มีการไปร้องทุกข์กับตำรวจ แต่สองเดือนผ่านไปก็ยังช้าอยู่ ก่อนที่วันที่ 18 กันยายน 2567 นายเจิดศักดิ์ เนตรเกื้อกุล อดีตผู้สมัคร ส.ว. จะเดินทางไปร้องศาล ในฐานะที่เป็นผู้สมัครที่ได้รับความเสียหาย แต่ปรากฏว่าเราไม่สามารถเข้าถึงความจริงและความยุติธรรมได้ เนื่องจากศาลจำหน่าย ไม่ประทับรับฟ้องทั้งหมด เพราะเห็นว่าเราไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ก่อนที่จะมีการไปร้องกับ กกต. ซึ่งตนก็รอมาประมาณหนึ่งปีจนกระทั่งเดือนธันวาคม 2568 กกต. แจ้งมาว่าประธานกกต. มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าให้ดำเนินคดีอาญากับ อสม. ทั้ง 7 คนที่ที่ตนชี้เป้าไป ส่วนอีก 13 คนให้ยกคำร้อง ซึ่งตนไม่เข้าใจเหตุผล เพราะคนที่เป็นอสม.ได้ต้องมีการอบรมและผ่านหลักเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนพบว่าหากข้าราชการทำหน้าที่ไม่เกียร์ว่าง ตนมองว่าโจรกระจอกหรือโจรเสื้อนอกก็ไม่สามารถที่จะกระทำความผิดได้ จึงอยากฝากถึงข้าราชการ ตอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ต้องทำให้เต็มที่ เพราะเกษียณแล้วรัฐยังดูแล อย่าทำให้ชาวบ้านเขาบ่นเสียดายเงิน อย่างไรก็ตาม การรวมอำนาจไปที่กกต.กลางแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น กว่าจะแต่งตั้งเรื่องไต่สวนสืบสวนแต่ละครั้งได้ก็เหมือนถนนทุกสายจาก 77 จังหวัดมุ่งไปสู่กรุงเทพฯ รถติด กว่าจะได้เข้าคิว ความช้าคือการไม่ยุติธรรม
พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวต่อว่า การให้กกต. เพียงฝ่ายเดียวมีอำนาจเด็ดขาดในการดำเนินการเรื่องของการเลือก ซึ่งตนกับเพื่อนเห็นอยู่กับหู รู้อยู่กับตา เห็นกันอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ถูกจับโยนทิ้ง ไม่ให้ขึ้นสู่เวที ฉะนั้น ประเด็นนี้ตนคิดว่าจะต้องมีการปรับแก้ในเรื่องของการให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ ให้เป็นผู้เสียหายในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังขอฝากให้ฝ่ายค้านไปช่วยถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าผอ.กกต.ระดับอำเภอนั้น ที่เป็นคนพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ว. 67 เขานั่งอยู่ที่โต๊ะมีคอมพิวเตอร์ แล้วสามารถลิงก์ข้อมูลกรมการปกครองได้ทั่วประเทศ เขามีข้อมูลผู้สมัครอยู่ในคอมพิวเตอร์
“หากเขาเคาะคอมพิวเตอร์แค่ 2-3 ครั้ง ก็จะรู้แล้วว่าใครคือพ่อแม่ลูกที่สมัครในคราวเดียวกัน ผัวเมียสมัครในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ก็จะช่วยให้ไม่เกิดการจ้างเป็นผู้สมัครได้ แต่เขากลับปล่อยเกียร์ว่างไม่ทำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้เอาไม้เรียวหวดก้นหน่อยดีหรือไม่ ฝากถึงกกต. และรัฐบาลว่าอย่าฟ้องผม ที่ผมมาพูดในวันนี้ ผมไม่ได้มาเพราะผมเป็นเครื่องมือของใคร ผมไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองไหน ผมไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นสีไหน แต่ที่ผมมาวันนี้เพราะผมสีทนไม่ได้“ พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าว
ขณะที่พ.ต.อ.มนัส ได้เปิดคลิปวิดีโอการส่งโพยเข้าไปในสถานที่เลือกตั้ง และการเก็บโพย ในการเลือก ส.ว. วันที่ 26 มิถุนายน 2567 ช่วงประมาณ 18.30 น. ซึ่งในคลิปมีการประกาศว่าไม่ให้เอกสารเข้าและพูดชัดว่าจะมีการแจก ส.ว. 3 ฉบับใหม่ให้กับผู้สมัครที่ผ่านรอบเช้ามา ขณะที่คลิปที่สองเวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เดินถามว่าคนไหนมีโพย และห้ามมีโพยพร้อมเดินเก็บโพย ในคลิปที่ 3 เป็นภาพของนายนิยม จันทร์เยี่ยม ผอ.กกต.อุตรดิตถ์ ที่เก็บโพยมาเต็มกระเป๋า และลงบันทึกเซ็นเอกสารประจำหน่วยว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่นายแสวงกลับออกมาบอกว่าไม่มีอะไร

พ.ต.อ.มนัส กล่าวต่อว่า ตนได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า การฮั้วจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ก็เห็นเป็นใจ ตนขอย้อนไปถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่งตนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการเลือก ส.ว. และพบว่ามีผู้สมัครจดโพยในใบ ส.ว. 3 จึงไปแจ้งนายแสวงให้ทราบ แต่นายแสวงกลับบอกว่า “รู้ว่าทำอะไรเขาไม่ได้ เขาคิดวางแผนกันมาแบบนี้แหละปล่อยให้เขาเอา สว. 3 เข้าไปในรอบไขว้ได้” คำพูดแบบนี้มันบ่งชี้ว่านายแสวงรู้แล้ว รู้ก่อนแล้วว่าวางแผนกันมาแบบนี้แบบนี้ผิด มาตรา 157 หรือไม่
พ.ต.อ.มนัส กล่าวอีกว่า ตนคิดได้ 3 ข้อที่ทำให้การเลือก ส.ว.ครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากล คือ 1.การจัดสถานที่เลือก ส.ว. ตามกฎหมายให้เป็นความลับแต่กลับจัดในห้องแบบรวม 2.ระเบียบที่เขียนไว้ว่าให้ใช้หมายเลขเดิมตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับประเทศทำให้สามารถวางแผนฮั้วได้ และ 3.ประธาน กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน แต่ปรากฏว่าตั้งลูกน้องนายแสวงมาสอบนายแสวงเอง กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาล มีเหตุสงสัยควรส่งฟ้องศาลไม่ใช่ยกเรื่อง
“กกต.อย่าทำตัวเป็นศาล ต้องส่งศาล ที่บอกว่าคะแนนซ้ำจะเป็นจริงหรือไม่ ขอให้เปิดหีบลงคะแนนเพื่อพิสูจน์การลงคะแนนฮั้ว ผมขอท้า กกต.ให้เปิดหีบพิสูจน์” พ.ต.อ.มนัส กล่าว

