“เจเศรษฐ์” นำแถลงผลปฏิบัติการทลายบัตร 10 ปีเถื่อน บูรณาการกำลังบุกจับเจ้าหน้าที่เทศบาลแม่สอดและต่างด้าว ร่วมทุจริตออกบัตรโดยมิชอบ ย้ำเดินหน้าปราบปรามภัยคุกคามความมั่นคงข้ามชาติอย่างเด็ดขาด
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก (แม่สอด) อ.แม่สอด จ.ตาก นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงผลปฏิบัติการ “ทลายบัตร 10 ปีเถื่อน” ซึ่งเป็นการจับกุมกรณีบุคคลต่างด้าวทุจริตในการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรหัว 0 ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก
นายเจเศรษฐ์กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตระหนักและให้ความสำคัญขั้นสูงสุดต่อปัญหาภัยคุกคามจากกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนรุนแรงให้แก่ประชาชนไทย ไม่ว่าจะเป็นขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ หรือกลุ่มทุนสีเทาต่างชาติ ตลอดจนปัญหาการทุจริตแอบอ้างขอสัญชาติไทยและการลงรายการบุคคลเท็จในทะเบียนราษฎรทุกประเภท การกระทำผิดดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน และได้มีการเร่งดำเนินการขุดรากถอนโคนขบวนการทุจริตดังกล่าวอย่างเด็ดขาดต่อเนื่องทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
นายเจเศรษฐ์กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่ากลุ่มผู้กระทำผิดเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ซึ่งได้อาศัยช่องว่างทุจริตจัดทำทะเบียนประวัติเป็น “บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ” เพื่อสร้างสถานะ “ผู้มี 2 ตัวตน” อันถือเป็นภัยเงียบที่แยบยลและอันตรายอย่างยิ่ง กลุ่มคนเหล่านี้จะมีทั้งบัตรประจำตัวกลุ่มคนไร้รัฐไร้สัญชาติ (บัตร 10 ปี) สำหรับใช้อยู่อาศัย ประกอบธุรกิจ หรือทำธุรกรรมในประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกในการหลบซ่อนตัว และยอกย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด ขณะเดียวกันก็ยังคงถือหนังสือเดินทางของประเทศเมียนมาเพื่อใช้เดินทางเข้า-ออก หรือหลบหนีกลับไปยังประเทศต้นทาง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมิใช่เพียงแค่การสวมตัวเป็นคนไทยในรูปแบบเดิม หากแต่เป็นการใช้อุบายสวมสิทธิเป็นคนไร้สัญชาติเพื่อสร้างเกราะบดบังตัวตนที่แท้จริงจากระบบการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ด้วย
นายเจเศรษฐ์กล่าวว่า การทุจริตในลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่แค่เพียงการแย่งชิงสวัสดิการ สิทธิการรักษาพยาบาล หรือการแย่งอาชีพการทำงานของคนไทยเท่านั้น แต่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ เนื่องจากบัตรประจำตัวบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่ได้มาโดยมิชอบนั้น ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือรองรับและสนับสนุนการขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นขบวนการค้ามนุษย์ การฟอกเงินที่ได้จากการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ขบวนการค้ายาเสพติด ตลอดจนการค้าอาวุธสงคราม และเมื่อผู้กระทำผิดก่อเหตุหรือถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ ก็จะหลบหนีกลับไปยังประเทศต้นทางพร้อมใช้เอกสารสัญชาติเดิมในการแสดงตน ทำให้การสืบสวนติดตามจับกุมและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง
“รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการปราบปรามการทุจริตและอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเน้นการบูรณาการร่วมกันเป็นเครื่องมือสำคัญ สำหรับกรณีการกระทำความผิดเกี่ยวกับทะเบียนประวัติบุคคล ขอเน้นย้ำไปยังเจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ตระหนักว่า การเพิ่มชื่อบุคคลโดยขาดพยานหลักฐานและส่อเจตนาทุจริต ถือเป็นหลักฐานความผิดที่ชัดเจนและมีโทษตามกฎหมาย ซึ่งชุดปฏิบัติการกำลังเร่งสืบสวนแกะรอยอย่างรวดเร็วและรอบคอบ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นในอดีตหรือในพื้นที่ใดก็ตาม ทั้งนี้ การทุจริตทะเบียนราษฎรไม่ได้เป็นเพียงการปลอมแปลงเอกสารหรือสวมสิทธิเท่านั้น แต่คือการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มอาชญากรนำสิทธิของคนไทยไปใช้ประกอบอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ ซึ่งสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประชาชนและประเทศโดยรวม” นายเจเศรษฐ์กล่าว

นายเจเศรษฐ์กล่าวอีกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ฝากกำชับให้บังคับใช้กฎหมายและมาตรการที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด โดยกระทรวงมหาดไทยจะเดินหน้าปิดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎรอย่างจริงจังตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ดำเนินคดีกับผู้สวมสิทธิ นายหน้า ผู้รับรองเท็จ ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมขยายผลไปถึงผู้บงการ เครือข่าย และเส้นทางการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นฐานของอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อปิดช่องโหว่ในระยะยาว และท้ายที่สุด ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมมือกันปราบปรามและกำจัดกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างใช้สิทธิของคนไทย เพื่อร่วมกันรักษาความมั่นคงและประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติต่อไป
ทั้งนี้ ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการขยายผลปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงงาน” เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งพบความเชื่อมโยงกับพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก นำไปสู่การสืบสวนเชิงลึกร่วมกันระหว่างกรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (ACSC) โดยใช้ระบบข้อมูลชีวมิติในการตรวจสอบ จนพบขบวนการทุจริตจัดทำทะเบียนประวัติและออกบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนให้แก่บุคคลต่างด้าวโดยมิชอบ ซึ่งมีการเรียกรับผลประโยชน์รายละ 40,000-100,000 บาท มีทั้งกรณีกรอกข้อมูลเท็จโดยมีเจ้าบ้านและพยานรับรอง และกรณีชาวเมียนมาที่ถือหนังสือเดินทางต่างประเทศอยู่แล้วแต่กลับได้รับบัตรของไทย นำไปสู่การอนุมัติหมายจับและจับกุมผู้ต้องหารวม 17 ราย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่เทศบาลนครแม่สอด บุคคลผู้สวมสิทธิ รวมถึงเจ้าบ้าน และพยานรับรองเท็จ ซึ่งจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะได้ส่งตัวผู้กระทำผิดดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งในความผิดตามพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎรและประมวลกฎหมายอาญาต่อไป

