ปกรณ์ แจง ยุบบจธ.-โฉนดชุมชน คนละเรื่องกัน ยกเหตุลดซ้ำซ้อน-เพิ่มประสิทธิภาพมีกฎหมายรองรับ วอน อย่าใช้กำลังกดดัน
เมื่อเวลา 15.50 น.วันที่ 4 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาทบทวนการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)บจธ. รวมถึงกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เรียกร้องให้ทบทวนในเรื่องดังกล่าวและคัดค้านเช่นกัน ว่า ระหว่างเรื่องโฉนดชุมชน กับธนาคารที่ดิน เป็นคนละเรื่องกัน โดยเรื่องโฉนดชุมชน มีจุดประสงค์ จัดทำขึ้นเพื่อให้เป็นสิ่งที่กฎหมายรองรับ จากเดิมที่ดำเนินการไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐบาลจึงต้องการยกระดับให้มีประสิทธิภาพตามกฏหมาย ซึ่งจะดีกว่าตามระเบียบสำนักนายกฯ โดยเรื่องโฉนดชุมชนจะอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)ที่จะต้องดำเนินการ แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจยังช้า จึงทำให้เกิดเป็นประเด็นปัญหาขึ้น และอาจมีเจ้าหน้าที่ที่ยังไม่เข้าใจในกระบวนการ ไปทำการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ไม่ถูก เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้เปลี่ยนสถานะจึงต้องรอการดำเนินการก่อน ไม่ใช่ไปไล่
นายปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนข้อเรียกร้องให้ทบทวนเรื่องการยุบองค์การมหาชน ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากองค์การมหาชนเป็นองคาพยพของรัฐ การบริหารงานของหน่วยงานเป็นเรื่องภายในของรัฐ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโฉนดชุมชน และต้องย้อนกลับไปดูว่าการดำเนินงานของหน่วยงานมีความซ้ำซ้อนหรือไม่ เพราะเจตนาแรกเริ่มคือเมื่อมีการตั้งคทช.จะต้องยุบองค์การมหาชน ที่ถือเป็นภารกิจชั่วคราว แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการคทช.ชุดแรก ไปทำตามระเบียบของสำนักนายกฯ และยังคงองค์การมหาชนอยู่ต่อทำให้ภารกิจซ้ำซ้อนกับคทช. ตรงนี้เป็นที่มาของเหตุผลในการยุบ ไม่ได้มีอคติอะไร สำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่จะให้สำนักงานพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) ไปประสานงานกับคทช. ว่าจะดูแลพนักงานอย่างไร จะมีสถานะเป็นลูกจ้างหรือเป็นพนักงาน
“ขอย้ำว่าทั้งสองเรื่องเป็นคนละเรื่องอย่าเอามาปนกัน และอย่าใช้กำลังมากดดันกัน ไม่ดีใช้เหตุผลดีกว่า” นายปกรณ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าจะต้องเป็นไปตามมติคือยุบบจธ.ภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ไม่มีการขยายตามข้อเรียกร้อง ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า “ครับ รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะขยายเวลาต่อ เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องยุบอะไรเลย แล้วมาบอกว่าเงินไม่พอ ทำงานอะไรไม่ได้ หากบริหารงานไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร”
เมื่อถามย้ำว่า ยังมีองค์การมหาชนอีกหลายหน่วยงานหรือไม่ที่อยู่ในข่ายที่พิจารณาถูกยุบ นายปกรณ์ กล่าวว่า ต้องให้ก.พ.ร.ไปทบทวน เพราะมีหลายหน่วย ก่อนหน้านี้มีข้อมูลออกมาว่าตนจะไล่ยุบ 4-5 หน่วย ทั้งที่ไม่ได้บอกเลยว่าจะยุบ แต่ตรงนั้นคือรายงานผลการประเมินประสิทธิภาพเท่าใด จึงบอกไปว่าหากประเมินมาได้เท่านี้ต้องเร่ง เพราะสิ่งที่ต้องการคือประสิทธิภาพในการทำงานไม่ใช่จำนวน บางหน่วยขอคนมามาก เพื่อมาทำงานในลักษณะส่งเสริมทั้งที่ให้หน่วยงานภายนอกมาทำได้ จึงเกิดคำถามว่าทำไมต้องขอคนมาเยอะขนาดนี้ เอกชนจะตกงานกันเยอะทำไมไม่ไปจ้างตรงนั้น แทนการมาตั้งหน่วยงานเพิ่มอัตราเพิ่มตำแหน่ง จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพราะสถานการณ์ประเทศขณะนี้การเงินการคลังไม่เหมือนเดิม ราชการจึงต้องเปลี่ยนให้เร็วพอไปดูต่างประเทศแล้วกลับมาว่าตนว่ารัฐบาลทำไมทำช้า เช่น เวียดนาม ยุบหน่วยงานทีละเยอะๆแต่พอรัฐบาลจะเริ่มทำก็มากันแล้ว

