ปกรณ์ ถกคกก.สรุปโกงสอบขรก. พบบกพร่องทุกขั้นตอน-มีเอี่ยวเกินร้อยคน ส่งนายกฯเช็กบิลต่อ ชี้ทำผิดก็กรรมใครกรรมมัน ชง”มท.”เคาะสอบใหม่ ‘บิ๊กต่าย’แฉบรรจุเกินอัตรา เล็งเสนอฟันวินัย-แพ่ง-อาญา
เมื่อเวลา 13.30น. วันที่ 4 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4 มีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยนายปกรณ์ กล่าวก่อนเข้าประชุมพร้อมโชว์เอกสารสรุปรายงานของคณะอนุกรรมการฯว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายเพื่อตรวจสอบรายงานสรุปที่อนุคณะกรรมการฯติดตามตรวจสอบ ก่อนรายงานนายกรัฐมนตรี
“ขอให้มั่นใจว่าเราไม่ได้ปล่อยปละละเลยในทุกเรื่อง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และจะเป็นการสอบข้อเท็จจริง หวังว่าจะกู้ภาพรัฐของราชการส่วนท้องถิ่นขึ้นมา จะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ปรากฏขึ้น และเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต ส่วนเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็จะต้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งคนที่ทุจริต มีส่วนร่วมในการทุจริต เราเพียงแต่ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ส่วนที่เหลือกรรมใครกรรมมัน”
ต่อมาเวลา 15.40น. นายปกรณ์ แถลงผลประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในการตรวจตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน หลังจากนี้ที่ประชุมจะส่งรายงานและปรับปรุงข้อเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการโดยเร็วต่อไป โดยคณะกรรมการได้ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแล้ว ว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง ซึ่งพบข้อบกพร่องเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งมีหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกมีส่วนร่วมมากกว่า 100 คน
ผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นายปกรณ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะว่ากันไปตามลำดับ เพราะอันนี้จะเป็นสารตั้งต้นที่จะบอกว่ากระบวนการมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง และควรจะดำเนินการอย่างไรต่อเพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการออกมา
เมื่อถามว่า กรณีประกาศผลสอบไปแล้ว กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)จะรับไปดำเนินการต่อหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวมีการพาดพิงถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย รวมถึงมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน ส่วนทางคู่สัญญาก็มีปัญหาบางประเด็นที่จะต้องไปดำเนินการทางแพ่งเรื่องสัญญา เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดความเสียหายมากมายต่อรัฐ
“กรณีดังกล่าวจะต้องมีการสอบใหม่ทั้งหมด เพราะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กรแต่กลับปล่อยให้มีข้อบกพร่องและนำมาสู่เหตุการณ์เช่นนี้ ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยคงจะไปดำเนินการต่อ และพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล ก่อนทิ้งท้ายว่า “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ”
ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ใช้เวลาตรวจสอบภายใน 30 วันตามคำสั่งนายกฯ โดยย้อนไปดูจุดกำเนิดถึงการขออัตราว่ามีที่มาอย่างไร พบความผิดปกติเรื่องการขออัตรา ซึ่งจะเกี่ยวพันกับตัวเลขการรับรอง และการบรรจุ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าการขออัตรา และเป็นข้อสังเกตที่เสนอแนะต่อนายกฯเรื่องการพิจารณากรอบอัตรา ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ดูตั้งแต่ก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ มีอะไรที่เป็นข้อบกพร่อง หรือ เป็นจุดผิดสังเกตที่นำไปสู่การทุจริตได้
“ก่อนการสอบได้พิจารณาข้อมูลจากเอกสาร และเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ ทีโออาร์ที่ออกมาปฏิบัติถูกต้อง หรือ เอื้ออะไรหรือไม่ ขณะที่ระหว่างสอบก็มีการคุมสอบ การแบ่งศูนย์สอบ แต่ช่วงที่สำคัญ คือ หลังการสอบ จากการตรวจสอบพบว่าหลังการสอบมีประเด็นการแก้คะแนน การประกาศรับรองบุคคลที่ผ่านการสอบ ซึ่งมีการแก้ไขทั้งจำนวน มีความผิดปกติของใบคะแนน ดังนั้นสิ่งที่ได้ข้อเท็จจริงมาได้ข้อยุติทั้งหมดในเบื้องต้น และจะทำข้อเสนอแนะต่อนายกฯ ทั้งเรื่องของตัวบุคคลที่เข้าข่ายอาจต้องถูกดำเนินคดี ทั้ง แพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม เป็นเรื่องที่ต้องต่อยอดในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะคณะกรรมการไม่ได้มีหน้าที่ในเรื่องนี้” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว
ที่จ.นครราชสีมา นายอดิศร เนาวนนท์ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า กรณีนายอุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังถูกถามถึงความคืบหน้าเรื่องโกงข้อสอบ การที่นายกฯกล่าวออกมาแบบนั้น คาดว่าน่าจะจบในลักษณะการมอบหมายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตามขั้นตอนทั้งกระทรวงมหาดไทย ป.ป.ช. ซึ่งไม่น่าจะเป็นการจบคดีอย่างที่หลายคนคิด อย่างไรก็ตาม นายกฯไม่ควรพูดในลักษณะนี้ เพราะอาจมีคนนำไปตีความว่าตัดตอนหรือเปล่า เพราะการโกงข้อสอบในครั้งนี้มีความเสียหายเป็นวงกว้าง คาดว่ามีผู้ร่วมขบวนการเยอะกว่านี้ที่อยู่เบื้องหลัง
“มองว่า คำว่าจบของนายกฯ คงเป็นการมอบหมายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานต่อ แต่ด้วยตำแหน่งนายกฯ อีกทั้งควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทยที่รับผิดชอบโดยตรง คงจะจบอย่างที่พูดไม่ได้ อย่างไรก็ต้องกำกับและติดตามผลของการสืบสวน สอบสวน รวมถึงการดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดเพื่อคลายข้อสงสัยของประชาชน” นายอดิศร กล่าว

