หน้าแรก การเมือง แฉตั้งค่าหัว ...

แฉตั้งค่าหัว 2 ล้าน ลอบฆ่านักปกป้องสิทธิ หลังเปิดโปงทิ้งกากอุตสาหกรรม EEC จี้กวาดล้างทุนต่างชาตินอมินี

6.08.26 | 15:21 น.

แฉตั้งค่าหัวนักปกป้องสิทธิ 2 ล้าน จากวิกฤต EEC! ล่าชีวิตนักปกป้องสิทธิฯภาคตะวันออก เครือข่ายจี้กวาดล้างทุนจีนสีเทา ซัด ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ร่างอวตาร คสช. สมรู้ร่วมคิดทุนขยะพิษ

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กรุงเทพฯ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), Protection International (PI), มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง จัดเวทีแถลงข่าวระดับชาติ ตีแผ่สถานการณ์ขั้นวิกฤตในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลังพบหลักฐานการคุกคามถึงชีวิตและการ “ลงขันจ้างวานมือปืน” ลอบสังหารแกนนำชาวบ้านที่เปิดโปงขบวนการทิ้งกากอุตสาหกรรม


น.ส.อรชา จันทร์เดช ตัวแทนนักป้องสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออก เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก โดยเฉพาะใน จ.ปราจีนบุรี (อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ์) ว่า มีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อรองรับอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่ขยายตัวมาจากพื้นที่ EEC มีการคุกคามแกนนำอย่างนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิฯภาคตะวันออก และนายสุนทร คมคาย เป็นกระบวนการที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีรูปแบบที่ไต่ระดับความรุนแรงอย่างเป็นระบบ

จุดเริ่มต้นจากการฟ้องปิดปาก (SLAPP) นักปกป้องสิทธิฯของภาคตะวันออกถูกฟ้องร้องเพื่อสร้างภาระและปิดกั้นการตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังมีการข่มขู่คุกคามทางตรง เริ่มมีการโทรศัพท์ข่มขู่แกนนำอย่างต่อเนื่อง และมีกรณีที่เครือข่ายถูกรถยนต์ปริศนาขับล้อมและล็อกตัวด้วย

น.ส.อรชาเปิดเผยรายละเอียดที่น่าตกใจว่า มีการติดตามกระชั้นชิดและส่งสัญญาณเอาชีวิตนายสุเมธอย่างอุกอาจ โดยเริ่มจากการโทรขู่ ติดตามตัวกระชั้นชิด และที่ร้ายแรงที่สุดคือการวางยาสุนัขที่บ้านจนเสียชีวิตถึง 3 ตัว ภายในเวลาเพียง 2 วัน ภายหลังจากนายสุเมธออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการบักลอบทิ้งกากพิษในจังหวัดสระแก้ว ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบบริเวณหน้าบ้าน พบหลักฐานทั้งก้นบุหรี่ ขวดน้ำดื่ม และขวดเครื่องดื่มชูกำลัง บ่งชี้ชัดเจนว่ามีกลุ่มคนมาดักซุ่มเฝ้ารอดูความเคลื่อนไหว

Advertisement

ตั้งค่าหัว 2,000,000 บาท

น.ส.อรชายังระบุเพิ่มเติมว่า มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ในจังหวัด ยืนยันตรงกันว่า ขบวนการซึ่งประกอบด้วยทุนจีน นักการเมือง และกลุ่มทุนในจังหวัด มีการ “ลงขันตั้งค่าหัว 2,000,000 บาท” เพื่อเอาชีวิตนายสุเมธและนายคมคาย

“หากเครือข่ายต้องต่อสู้เพียงลำพัง ความสูญเสียย่อมเกิดขึ้น จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ประกบติดเพื่อคุ้มครองแกนนำเราไม่ควรต้องมาทนรับสภาพนี้ ทุกคนไม่ควรต้องสู้เพียงลำพังในบ้านของตัวเอง” น.ส.อรชาระบุ

เปิดโปงอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมหมื่นล้าน

น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ยืนยันว่า สาเหตุหลักของการคุกคามคือการที่นักปกป้องสิทธิฯภาคตะวันออกเข้าไปขัดผลประโยชน์มหาศาลของกลุ่มทุนที่ทำผิดกฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และ พ.ร.บ.การสาธารณสุข

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ระบุเพิ่มเติมว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นความเสียหายระดับชาติ เป็นอาชอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ซึ่งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท

น.ส.เพ็ญโฉมกล่าวว่า ทุนสกปรกไม่มีสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นทุนจีนหรือทุนไทย ขบวนการนี้มีเครือข่ายอิทธิพลทางการเมืองและข้าราชการหนุนหลัง กรณีของบริษัท วิน โพรเสส พบหลักฐานชัดเจนว่ามีการจ่ายสินบนให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม

พร้อมกันนี้ ยังตั้งคำถามถึงอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่นิ่งเฉย ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดเผยรายชื่อโรงงานที่กระทำผิด ซึ่งพฤติกรรมนี้ถือเป็นการปกป้องอาชญากรอย่างชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ตำรวจ กอ.รมน. และผู้ว่าราชการจังหวัด กล้าหาญที่จะเปิดโปงเครือข่ายทุนสีเทาเหล่านี้ออกมา

EnLAW เปิดอาวุธทางกฎหมายทุนฟ้อง (SLAPP)

นายสุทธิเกียรติ คชโส จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม อธิบายถึงกระบวนการยับยั้งการใช้สิทธิอย่างเป็นระบบผ่านกฎหมายโดยระบุว่ากระบวนการยุติธรรม ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามนักปกป้องสิทธิ โดยกลุ่มทุนมักแจ้งความคดีอาญาในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสร้างภาระในการเดินทางและค่าใช้จ่าย หวังทำให้การเคลื่อนไหวชะงัก

นายสุทธิเกียรติกล่าวว่า ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐเป็นอีกหนึ่งช่องโหว่ที่เกิดขึ้น เมื่อมีโรงงานที่ทำผิดกฎหมายมักถูกสั่งแค่ให้แก้ไข แต่ไม่เคยแก้ไขจริง และไม่เคยถูกสั่งปิดโรงงาน ทำให้เกิดวัฒนธรรมการประกอบกิจการเถื่อนอย่างย่ามใจ

สุทธิเกียรติกล่าวอีกว่า แม้กฎหมาย ป.วิ.อาญา มาตรา 161/1 จะถูกแก้มาตั้งแต่ปี 2562 แต่แทบไม่เคยถูกนำมาใช้ปกป้องนักสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมได้จริง คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเรื่องกฎหมายฟ้องปิดปากก็ครอบคลุมแค่กรณีที่เอกชนฟ้องตรงต่อศาล แต่ไม่ครอบคลุมกรณีที่เอกชนไปแจ้งความให้ตำรวจ/อัยการเป็นผู้ฟ้อง ทำให้ปัจจุบันแกนนำยังคงไร้เกราะคุ้มครองในชั้นพนักงานสอบสวน

ชำแหละความล้มเหลวของรัฐ

น.ส.ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจาก Protection International (PI) วิเคราะห์โครงสร้างความรุนแรงและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลไทยอย่างดุเดือด โดยชี้ให้เห็นถึงบาดแผลทางประวัติศาสตร์และ “วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด”

ประวัติศาสตร์เลือดของนักปกป้องสิทธิ์ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมและที่ดินถูกสังหารหรือบังคับสูญหายไปแล้วกว่า 60 คน และรัฐไทยแทบไม่เคยนำตัวผู้บงการหรือผู้จ้างวานมาลงโทษได้เลย จับได้เพียงแค่มือปืนรับจ้าง

สัญญาณเตือนระดับสูงสุดการที่ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าประชิดตัวบ้านและวางยาสุนัขได้ สะท้อนถึงทรัพยากรและศักยภาพของผู้คุกคามที่พร้อมจะลงมือสังหารทุกเมื่อ นี่ไม่ใช่แค่การขู่ให้กลัว แต่เป็นการคุกคามเชิงโครงสร้างที่ต้องการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว (Chilling Effect)

น.ส.ปรานมชี้เป้าไปที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ว่าเจ้าหน้าที่รัฐยังขาดความเข้าใจในบริบทการทำงานของนักปกป้องสิทธิฯ มีอคติ และปฏิเสธการยอมรับนิยามสากลของ UN รัฐมักปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมือง และอ้างว่า “กำลังร่างกฎหมายคุ้มครอง” เพื่อเป็นข้ออ้างในการถ่วงเวลา

ทั้งนี้ หากรัฐบาลไทยต้องการเข้าร่วม OECD ประเทศไทยต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบพฤติกรรมของภาคธุรกิจได้ หากรัฐยังปล่อยให้แกนนำถูกล่าหัว รัฐก็ล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีสากล

บททดสอบประชาธิปไตย ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ร่างอวตาร คสช. และภาพลวงตาของ EEC

นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธาน กป.อพช. วิเคราะห์โครงสร้างอำนาจรัฐที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนโดยชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับแกนนำภาคตะวันออกไม่ใช่แค่เรื่องระดับบุคคล แต่คือบททดสอบของประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และทิศทางการพัฒนาประเทศ

นายเลิศศักดิ์ระบุว่า วิกฤตภาคตะวันออกคือมรดกตกทอดจากยุค คสช.ที่ใส่แรงปฏิกิริยาเร่งรัดการพัฒนาเข้าไปในพื้นที่อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการผลักดันนโยบาย EEC และการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 ปลดล็อกผังเมืองและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่เปิดทางให้อุตสาหกรรมขยะพิษเข้ามาตั้งฐานราก และทำให้ชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบต้องเผชิญกับภัยคุกคามในปัจจุบัน

นายเลิศศักดิ์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลปัจจุบันอย่างเผ็ดร้อนว่า ระบอบสีน้ำเงินในปัจจุบันดีกว่ายุค คสช.แค่นิดเดียว ตรงที่มีการเลือกตั้งและไม่ได้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เนื้อแท้แล้วระบอบสีน้ำเงินคือร่างอวตารของ คสช. เพราะยังคงใช้กฎหมายและคำสั่งที่ค้างคาเหล่านั้นเข้าไปเปลี่ยนกลไกการกำกับดูแล ทำให้การพัฒนาในภาคตะวันออกไม่ต้องอยู่ภายใต้หลักยุติธรรม ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วม เมื่อรัฐปล่อยให้ทุนค้าขายอนาคตของกฎหมาย ประชาชนจึงต้องเป็นผู้จ่ายต้นทุนด้วยการเผชิญภัยคุกคาม

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและเข้าร่วมกลุ่ม OECD ว่า การพัฒนาไม่ได้วัดจากจำนวนโรงงานหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากการที่ประชาชนสามารถลุกขึ้นปกป้องสิทธิ เสรีภาพ สิ่งแวดล้อม และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างปลอดภัย การที่นักปกป้องสิทธิฯ ลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่แค่การปกป้องชุมชนตัวเอง แต่คือการปกป้องคุณค่าพื้นฐานของประชาธิปไตย

“หากรัฐมีอำนาจและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีภัยคุกคามเกิดขึ้น แต่กลับไม่ดำเนินมาตรการคุ้มครองอย่างทันท่วงที นั่นหมายความว่า ‘รัฐสมรู้ร่วมคิดกับพวกทุน’ และละเลยหน้าที่ในการปกป้องชีวิตประชาชน ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวอย่างมากในการดำรงหลักนิติธรรม สิ่งที่สั่นคลอนไม่ใช่แค่ความเชื่อมั่น แต่คือรากฐานประชาธิปไตยของประเทศ” นายเลิศศักดิ์กล่าว

ถึงจุดวิกฤตนิเวศ ทวงแผนพัฒนา ฉบับ 14 ภาคตะวันออก

นายเลิศศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันมีความตึงเครียดสูงที่สุดในประเทศไทย เพราะการพัฒนาได้ทะลุขีดจำกัดของระบบนิเวศ ที่จะรองรับมลภาวะได้อีกต่อไปซึ่ง ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 รัฐต้องทบทวนทิศทางภาคตะวันออกใหม่

“เราต้องตั้งคำถามว่าภาคตะวันออกสมควรถูกกำหนดให้มีเกณฑ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือมีสารพิษที่ปล่อยลงดินลงน้ำได้สูงกว่าภาคอื่น เพียงเพราะมี EEC หรือไม่เราแบกรับไม่ได้อีกต่อไปทางออกคือยกเลิก EECหากยกเลิกได้ ความตึงเครียดในภาคตะวันออกจะลดลงทันที รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังในการกวาดล้างบริษัททุนสีเทา ทุนจีน และทุนท้องถิ่นที่เข้ามาคุกคามประชาชน” นายเลิศศักดิ์กล่าว

4 ข้อเรียกร้องด่วนที่สุดจากภาคีเครือข่าย

ในช่วงท้ายของงานแถลงข่าว กป.อพช.และภาคีเครือข่าย ร่วมกันอ่านแถลงการณ์เรียกร้องไปยังกลไกรัฐและนานาชาติ ดังนี้

1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย : ต้องบูรณาการกำลังสืบสวนสอบสวนขบวนการว่าจ้างมือปืน และจัดตั้งกลไกคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงสุดแก่แกนนำและครอบครัวโดยทันที

2.กระทรวงยุติธรรม : เร่งบังคับใช้มาตรการคุ้มครองพยานเชิงรุก และแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ

3.กระทรวงอุตสาหกรรม, ทส. และหน่วยงานกำกับดูแล EEC : สนธิกำลังปราบปรามโรงงานรีไซเคิลเถื่อน ตรวจสอบเส้นทางการเงินของทุนต่างชาติที่ใช้นอมินี และสั่ง “ปิดกิจการ” โรงงานที่ทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด

4.กสม. และ UN OHCHR : ขอให้กลไกสิทธิมนุษยชนทั้งระดับชาติและสหประชาชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กดดันรัฐบาลไทย และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“การพัฒนาจะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อประชาชนสามารถใช้สิทธิปกป้องสิ่งแวดล้อมได้อย่างปลอดภัย หากต้องแลกด้วยชีวิตและการทารุณกรรม นั่นไม่อาจเรียกว่าการพัฒนา”