อนุทินถก ‘มิน ออง ไลง์’ ชื่นมื่น พร้อมร่วมมือทุกมิติ ผนึกปราบสแกมเมอร์ ไทยเซ็นเอ็มโอยู”แรงงาน-อวกาศ” ร่วมวางทีโออาร์แก้มลพิษน้ำ ลุยดันการค้าไทย-พม่า จุลพันธ์เผยเตรียมขยายเวลาแรงงานพม่า 5 ปี
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ (H.E. Mr. Min Aung Hlaing) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit) ทันทีที่เดินทางถึง นายกฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำประธานาธิบดีเมียนมา ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกฯได้เชิญประธานาธิบดีเมียนมาถ่ายภาพร่วมกัน ณ บันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาล และชมของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน ที่ห้องสีงาช้าง จากนั้นนายกฯ และประธานาธิบดีเมียนมา ร่วมหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมา ทั้งในการจัดการปัญหาข้ามแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน ก่อนเข้าสู่การหารือข้อราชการเต็มคณะ เพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการหารือเต็มคณะระหว่างนายกฯ กับ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่า นายกฯได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของเมียนมา พร้อมย้ำว่า การที่ประธานาธิบดีเลือกเยือนไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิด และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความผูกพันของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยไทยพร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเมียนมาในอาเซียน และร่วมกันสานต่อความร่วมมือเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกในความสัมพันธ์ทวิภาคี ผ่านการหารือและการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันการดำเนินงานตาม
แถลงการณ์ร่วมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ
ด้านการเมือง และความมั่นคง นายกฯ ย้ำความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อย และเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา พร้อมเสนอให้ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดนร่วมกัน
น.ส.รัชดา กล่าวว่า ด้านเศรษฐกิจ นายกฯ เน้นย้ำว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักของความสัมพันธ์ไทย–เมียนมา พร้อมยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2 (แม่สอด–เมียวดี) และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน และพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคม เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการค้าและเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (JTC) ภายในปีนี้ พร้อมเสนอให้สานต่อความร่วมมือด้านพลังงาน ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน พัฒนากลไกการชำระเงินระหว่างกัน และผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย–เมียนมา–ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ด้านแรงงาน นายกฯ ยินดีต่อการลงนามความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทย–เมียนมา ยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมการจ้างงานถูกต้องตามกฎหมายผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ ด้านสิ่งแวดล้อม นายกฯเน้นย้ำว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินแผนความร่วมมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ และสานต่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันอุทกภัยร่วมกัน
ในตอนท้าย นายกฯ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของไทยและเมียนมาในการยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เชื่อมั่นว่าการดำเนินงานตามแนวทางทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยจะเป็นมิตรและหุ้นส่วนพร้อมสนับสนุนเมียนมาต่อไปบนพื้นฐานของมิตรภาพอันดีและผลประโยชน์ร่วมกัน
จากนั้นภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกฯ และประธานาธิบดีเมียนมาได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเเลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1.บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการจ้างแรงงาน 2.ขอบเขตหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา และ 3.บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) เรื่องความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสำรวจโลกในทางสันติ
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลไทยว่า ด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาว่าด้วยการจ้างแรงงานว่า เป็นเอ็มโอยู เคยลงนามไว้เมื่อปี 2559และใช้ฉบับเก่ามาโดยตลอด หลังเมียนมามีการเลือกตั้ง มีกระบวนการเจรจาเพื่อทำเอ็มโอยูฉบับใหม่ระหว่างไทยกับเมียนมา เมียนมาเร่งประสานเพื่อดำเนินการทำความตกลงกับประเทศไทย เพื่อดูแลแรงงานเมียนมาในประเทศไทยตามหลักมนุษยชน ตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO รัฐบาลไทยดำเนินการรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ชื่อกระทรวงของเมียนมาที่มีการเปลี่ยนแปลง และส่วนสำคัญบางเรื่อง เช่น กรอบระยะเวลาเอ็มโอยู จะเพิ่มเป็น 5 ปี ให้สามารถขึ้นทะเบียนแรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยให้ทุกคนมารายงานถูกต้อง และกรอบสัญญานอกภาคเกษตร แรงงานที่อยู่นอกภาคการเกษตรสามารถทำสัญญาอยู่ได้ถึง 2 ปี ขั้นตอนหลังจากนี้จะดำเนินการตามกฏหมาย ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเพื่อให้แรงงานสามารถลงทะเบียนให้ถูกต้อง ในส่วนของแรงงานยังไม่ได้ลงทะเบียนและแรงงานจะหมดอายุทำงาน คาดว่าจะนำเข้าครม.ภายในสิงหาคมนี้ แรงงานเมียนมาในประเทศไทย มีประมาณ 4 ล้านคน แรงงานเหล่านี้เป็นหนึ่งในกำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องดูแลเรื่องสวัสดิภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับกระทรวงแรงงานดูแลคนไทย เป็นไปหลักการสากล

