หน้าแรก การเมือง พระปกเกล้าโพล...

พระปกเกล้าโพล ชี้ 65.8% เชื่อ ‘โกงสอบ’ สะเทือนความเชื่อมั่นราชการ จี้ลงโทษผู้ผิด-ปฏิรูประบบสอบ

7.08.26 | 10:41 น.

พระปกเกล้าโพล เผย ปชช.ยังให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพมากกว่าความโปร่งใส ขณะที่ทุจริตสอบท้องถิ่นกระทบความเชื่อมั่นระบบราชการสูงถึง 65.8% ให้ลงโทษอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิด 36.0%

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม สถาบันพระปกเกล้า (KPI POII) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง เสียงประชาชนต่อประเด็นที่ควรเร่งสร้างความชัดเจน และความเชื่อมั่นในระบบสอบราชการ โดยทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 25-28 ก.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ในประเด็นข่าว สถานการณ์เรื่องใด ที่ควรได้รับการติดตามและเร่งสร้างความชัดเจนต่อสาธารณะมากที่สุด 29.4% เห็นว่า “ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และปากท้องของประชาชน” ควรได้รับการติดตามและเร่งสร้างความชัดเจนต่อสาธารณะมากที่สุด รองลงมา 28.1% การทุจริตการสอบเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, 23.0% การวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) , 10.8% คดีการถือครองที่ดินเขากระโดงของนักการเมือง, 5.1% การคัดกรองและทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ และ 3.6% การวินิจฉัยประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งกับความลับในการลงคะแนนของศาลรัฐธรรมนูญ


สะท้อนว่า สังคมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่กระทบต่อชีวิตโดยตรง อีกด้านหนึ่งคือความกังวลต่อความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความน่าเชื่อถือของกลไกรัฐ ประชาชนจึงไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนว่า หน่วยงานรัฐกำลังตรวจสอบข้อสงสัยต่างๆ อย่างไร ในประเด็นที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ประเด็นความผิดปกติในการสอบไม่ใช่เรื่องเล็ก เกือบ 2 ใน 3 ชี้ส่งผลมากต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการ 65.8% ข่าวเกี่ยวกับความผิดปกติในการสอบเข้ารับราชการส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการโดยรวมในระดับมาก สูงสุด รองลงมา 23.8% ส่งผลพอสมควร, 5.2% เห็นว่า ส่งผลเพียงเล็กน้อย, 2.4% เห็นว่าไม่ส่งผลเลย และ 2.8% ไม่แน่ใจ ไม่มีความเห็น ซึ่งสะท้อนปรากฏการณ์ที่ความไม่ไว้วางใจอาจขยายตัวจากเหตุการณ์เฉพาะไปสู่ความเชื่อมั่นต่อระบบโดยรวม เพราะการสอบเข้ารับราชการถูกมองว่าเป็นประตูด่านแรกของระบบคุณธรรม หากกระบวนการนี้ถูกตั้งคำถาม ประชาชนย่อมไม่ได้สงสัยเฉพาะความถูกต้องของผลสอบ แต่ยังอาจตั้งคำถามต่อไปว่า ระบบราชการคัดเลือกคนด้วยความสามารถและความเป็นธรรมจริงหรือไม่
ทั้งนี้ 32.9% เห็นว่า ควรยกเลิกผลการสอบทั้งหมดและจัดสอบใหม่ เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน รองลงมา 19.0% ควรยกเลิกผลสอบและจัดสอบใหม่เฉพาะพื้นที่หรือตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ เมื่อรวมสองแนวทางนี้ พบว่า 51.9% เห็นควรให้มีการจัดสอบใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน หากพบความผิดปกติกระทบผู้เข้าสอบจำนวนมาก

ขณะที่รายภูมิภาค “ยกเลิกผลการสอบทั้งหมดและจัดสอบใหม่” เป็นตัวเลือกอันดับ1ใน 5 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ 57.6% ภาคกลาง 36.4% ภาคใต้ 35.4% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 31.4% และภาคตะวันออก 30.3% ขณะที่ภาคเหนือ เห็นว่า ควรยกเลิกผลการสอบและจัดสอบใหม่เฉพาะพื้นที่หรือตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ สูงสุด 34.9% ส่วนแนวทางรองลงมาแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

Advertisement

แสดงว่าประชาชนให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นต่อระบบสอบ โดยมองว่าการจัดสอบใหม่เป็นทางออกหลักเมื่อความผิดปกติกระทบผู้เข้าสอบในวงกว้าง อย่างไรก็ตามความแตกต่างระหว่างภูมิภาคชี้ว่า การตัดสินใจควรพิจารณาขอบเขตของปัญหาจากหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อให้มาตรการมีความเหมาะสมและไม่กระทบสิทธิของผู้เข้าสอบที่สุจริตเกินความจำเป็น

ส่วนการลงโทษผู้กระทำผิด 36.0% เห็นว่า ควรเร่งลงโทษอย่างจริงจังทั้งผู้เรียกรับเงิน นายหน้า และผู้จ่ายเงิน รองลงมา 19.2% ต้องการให้หน่วยงานกลางที่ไม่มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดสอบ 13.4% ต้องการใช้ระบบดิจิทัลบันทึกคะแนนทุกขั้นตอนและตรวจสอบย้อนหลังได้ และ 9.9% ต้องการให้เปิดเผยคะแนนและข้อมูลการสอบแก่ผู้เข้าสอบ ส่วน 7.9% ต้องการให้หน่วยงานอิสระสุ่มตรวจข้อสอบและผลคะแนน 5.0% ต้องการให้กรรมการและผู้จัดสอบเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน 3.7% ต้องการเพิ่มช่องทางร้องเรียนและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และ 4.9% ไม่แน่ใจและไม่มีความเห็น

สะท้อนว่าประชาชนอาจไม่ได้มองปัญหาการทุจริตในการสอบว่าเกิดจากช่องโหว่ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองว่าเกิดจากการขาดความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องและการบังคับใช้กฎที่ไม่เข้มแข็งเพียงพอ การให้ความสำคัญกับการลงโทษทั้งผู้เรียกรับเงิน นายหน้า และผู้จ่ายเงิน ยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนมองการทุจริตเป็นกระบวนการที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ใช่การกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

พระปกเกล้าโพล