กมธ.กฎหมาย ถกปมพ่อทิพย์ พบ 8 รพ. ใน กทม. มีสุ่มเสี่ยงกว่า 1,000 เคส ชี้ ยังติดปัญหาด้านงบประมาณเพื่อใช้ตรวจดีเอ็นเอ – เพิกถอนสัญชาติ ด้าน “โรม”ซัด รัฐบาลหมดเวลาดังแต่ท้อ ล้อไม่หมุน ทำการปราบปรามไม่เกิดขึ้น
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เวลา 13.00 น.ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ(กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายปิยรัฐ จงเทพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ แถลงผลการประชุม ถึงความคืบหน้ากรณีพ่อทิพย์
โดยนายปิยรัฐ กล่าวว่า กมธ.ฯได้เชิญเจ้าหน้าที่มาให้ข้อเท็จจริง ซึ่งน่าเสียดายที่โรงพยาบาลเอกชน 2 แห่ง ไม่ได้มาให้การชี้แจง ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่มาจากฝ่ายปกครอง และเป็นที่น่าตกใจว่ามีจำนวนกรณีสีส้ม ที่เป็นข้อที่กังวลของเจ้าหน้าที่ ว่าพ่อเป็นชาวต่างชาติ แม่เป็นชาวต่างชาติ แต่มาใช้สิทธิว่าเป็นพ่อทิพย์ สวมสิทธิแทน เฉพาะ 8 โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ มีถึง 1,000 – 1,500 กรณี ซึ่งเห็นตรงกันว่าจะต้องออกกฎหมายมาบังคับใช้ โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ใช้คำว่าหยุดเลือดได้แล้ว และจะใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นในกรณีหลังจากนี้
นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นแล้ว เด็กที่มีสัญชาติไทยไปแล้ว จะดำเนินการอย่างไร จะเพิกถอนสัญชาติแล้ว เด็กจะมีสัญชาติอะไรนั้น ปัญหาที่พบขณะนี้ โดยเฉพาะ 1,000 กรณี ติดขัดปัญหาเรื่องงบประมาณ ซึ่งพบความผิดปกติแน่นอน แต่จะทำอย่างไร เพราะการสืบดีเอ็นเอ ต้องเสียค่าใช้จ่ายครั้งละอย่างน้อย 3,000 บาท รวมทั้งเรื่องพนักงานสืบสวนที่ต้องติดตาม ซึ่งตอนนี้ยังทำอะไรมากไม่ได้ เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณ จึงฝากฝ่ายบริหารดูในเรื่องนี้ด้วย
นายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนล่าสุดมาเมื่อวานนี้ (12 ส.ค.) กรณีที่เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งตอนนี้สอบถามแล้วว่าโรงพยาบาลดังกล่าว อยู่ในประวัติที่กำลังดำเนินการอยู่หรือไม่ ทั้งตำรวจ และฝ่ายปกครอง บอกว่าไม่เคยพบเคสในโรงพยาบาลที่ตนได้ข้อมูลมา ซึ่งเป็นกรณีใหม่ จำนวน 4 ราย และตอนนี้จะรีบประสานเจ้าที่สอบสวนเพิ่มเติม โดยโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ แถวถนนศรีนครินทร์

“ขอฝากถึง นายพลพีร์ สุวรรฉวี รมช.มหาดไทย ที่บอกว่ามีคนจีน หรือนายหน้า ประสานงานขอจ่ายส่วย เพื่อให้จบเรื่องคนจีนสีเทาที่มาลงทุนในไทยนั้น ผมคิดว่านายพลพีร์ ต้องดำเนินการทางคดี อย่าให้เหมือนกรณีของ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ที่บอกว่ามีคนจะจ่ายส่วย แต่เรื่องอย่างเงียบอยู่ จึงอยากให้ดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งต้องสืบสาวไปให้ถึงผู้ที่รับเงิน และผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทุกคน”นายปิยรัฐ กล่าว
ด้านนายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนขอแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เกิดขึ้นไปแล้ว ที่เป็นปัญหาไปแล้ว และส่วนที่ป้องกัน โดยส่วนที่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องความคืบหน้าหลายอย่าง ที่ไม่สามารถนำไปสู่การทำลายเครือข่ายนี้ได้จริง โดยข้อมูลทางการเชื่อมโยงพบว่าเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ แต่การจับกุม ทลายเครือข่ายนี้ กลับแทบไม่สามารถทลายขบวนการนี้ได้เลย ส่วนใหญ่เน้นที่ปลาซิว ปลาสร้อย หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งข้อมูลของทางการวันนี้จะมีการตรวจสอบย้อนหลังไป 30 ปี เพราะมีบางกรณีที่เป็นเด็กจีนที่ได้สัญชาติไทย อายุ 23 ปีแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น แต่เมื่อพูดถึงแนวทางการปฏิบัติที่ต้องคลี่คลายเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่า เรายังไม่เห็นแผน และหน่วยงานรัฐ ก็ยอมรับว่า ยังไม่มีแผนทั้งหมดในการนำไปสู่การคลี่คลายเรื่องนี้ได้ อาจจะเป็นเรื่องงบประมาณและอื่นๆ รวมไปถึงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน กับข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่ซิงค์กันเลย ทำให้การแก้ปัญหายังไม่ประสบความสำเร็จ
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการการป้องกันนั้น ยังไม่มีรูปธรรมนอกจากเป็นการให้เจ้าหน้าที่รัฐระมัดระวังเรื่องการใช้ดุลพินิจ ซึ่งต้องยอมรับว่า ยังไม่เพียงพอ และยังมีความเสี่ยงว่าอาจมีการหลุดลอดต่อไป สำหรับเรื่องการปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นพ่อทิพย์ หรือทุนสีเทา สิ่งที่ต้องพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา คือวันนี้เราต้องพ้นระยะเวลาของการที่ รัฐบาลดังแต่ท่อแต่ล้อไม่หมุน ได้แล้ว เราเห็นภาพรัฐบาลมีแอ็คชั่น แต่เป็นแค่ดังแต่ท่อ แต่การปราบปรามไม่ได้เกิดขึ้นเลย
นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นควรตรวจสอบเชิงปริมาณ เรารู้อยู่แล้วว่ามีแม่ต่างด้าวแต่ละปีเท่าไหร่ แนะนำให้จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงไป ซึ่งสามารถดำเนินการในการเรียกสอบได้ตั้งแต่ตอนนี้ ใครไม่มา หรือมีพิรุธอย่างไร ก็สามารถดำเนินการได้ และการตรวจสอบเชิงคุณภาพ เช่น เอกสาร ภงด. ของพ่อ มีเงินยื่นภาษีเท่าไหร่ การไปคลอดโรงพยาบาลหรู ก็สามารถนำมาสอบได้ ซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตรวจสอบ
“หากต้องการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงใจ การซิงค์ข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นข้อมูลเดียวกันมีความจำเป็น และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำมากกว่าแค่การให้ข่าวไปวันๆ แต่ไม่มีการแก้ปัญหาใดๆ เลย”นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้มีการทุจริตเกิดขึ้น ทั้งโดยเจ้าหน้าที่รัฐ การสนับสนุนการทุจริตโดยบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ หากตรวจสอบกันจริง ตนคิดว่าไม่ยากขนาดนั้น มีหลายองค์ประกอบที่เกี่ยวกันอยู่ ต้องถามไปว่าผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาล รู้เรื่องนี้ด้วยหรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้ยังไม่ได้มีการขยายผล
ส่วนโรงพยาบาลที่อ้างว่ารับทราบแค่ว่าแม่เป็นต่างด้าว แต่พ่อไม่ได้ทราบด้วยนั้น จะทำอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า อาจเป็นคำให้การ ซึ่งต้องมีการขยายเสนอทางการเงินต่อไปว่าจะมีการยึดอายัดทรัพย์หรือไม่



