หน้าแรก การเมือง ยื่นกมธ.งบฯ ส...

ยื่นกมธ.งบฯ สอบด่วน ทอท. ลดสัมปทานเอื้อทุนใหญ่ 1.8 แสนล้าน ชาญชัย แฉพิรุธบอร์ด

20.08.26 | 15:31 น.

‘ชาญชัย-พะจุณณ์’ ยื่นหลักฐานคนทำผิด ให้ ‘กมธ.งบฯ 70’ ขอช่วยติดตามตรวจสอบมติบอร์ด ทอท. ลดค่าตอบแทนสัมปทานให้เอกชนปีละ 1.8 หมื่นล้าน นาน 10 ปี ทำรัฐเสียหาย 1.8 แสนล้าน ขณะที่ ‘ครม.’ มีมติรับทราบโดยไม่ทักท้วง ซัด ‘ปกรณ์’ ร่วมถกทั้ง 2 วง ปล่อยผ่านเฉย ลั่น ต้องทวงเงินคืนรัฐดูแลคนจน ไม่ใช่เอื้อประโยชน์เอกชนรายเดียว


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตสว. เข้ายื่นหลักฐานและเอกสารประกอบต่อน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน และน.ส.วทันยา บุนนาค ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 กรณีคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือบอร์ด ทอท.มีมติแก้ไขสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบิน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท

โดยนายชาญชัย กล่าวว่า ตนเคยยื่นเรื่องร้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินคดีต่อนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมถึงบอร์ด ทอท.รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีภายในสนามบิน เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 นั้น จากนั้นเลขาธิการ ครม. นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยที่ประชุม ครม. ได้มีมติรับทราบข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. พร้อมมอบให้กระทรวงการคลังไปหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมและสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) โดยได้ข้อสรุปว่า กรณีที่ ทอท. แก้ไขสัญญาสัมปทาน และสัญญาสัมปทานพื้นที่เชิงพาณิชย์ ให้บริษัทคิงส์ เพาเวอร์ ซึ่งทำให้รายได้จากค่าผลประโยชน์ตอบแทนของ ทอท. ลดลงปีละ 1.80 หมื่นล้านบาท รวม 10 ปี คิดเป็นเงินรวม 1.8 แสนล้านบาท ครม.รับทราบว่าเกิดปัญหานี้ขึ้นจริง

นายชาญชัย กล่าวต่อว่า จากนั้นวันที่ 3 ธันวาคม 2568 บริษัท ทอท. ได้ทำหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมบอร์ด ทอท. มีมติอนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี และสัญญาสัมปทานบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ฯ ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยไม่คำนึงถึงมติ ครม.ที่ส่งแจ้งให้ทราบ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุ ว่า ในการประชุมบอร์ด ทอท.ครั้งนี้มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เข้าร่วมประชุมเองด้วย

Advertisement

นายชาญชัย กล่าวด้วยว่า ทั้งที่ ครม. เพิ่งจะมีมติรับทราบว่า การแก้ไขสัญญาทั้ง 2 ฉบับทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินค่าตอบแทนที่ควรได้ถึง 1.8 แสนล้านบาท ถามว่า นายปกรณ์ที่เข้าร่วมประชุมในวงนั้น ได้รับรู้รับทราบปัญหานี้ และเข้าร่วมประชุมวงบอร์ด ทอท. ท่านไม่ได้คัดค้าน หรือทักท้วงใดๆ เลยหรือ

“ที่ผมต้องไล่ไทม์ไลน์เพื่อให้เห็นถึงมติของบอร์ด ทอท. และการแจ้งให้ ตลท. รวมถึงมติรับทราบของที่ประชุม ครม. ที่รับทราบปัญหาในเรื่องนี้ที่ชัดเจนในตัวแล้วว่า ต้นเหตุที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ค่าสัมปทาน 1.8 แสนล้านบาท มาจากใคร องค์กรใด สังคมเมื่อรับทราบข้อมูลหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ตัดสินได้เอง แม้แต่กรรมการ ป.ป.ช. จึงขอย้ำว่า เรื่องนี้มันชัดเจนทั้งหลักฐานเอกสาร บุคคลและข้อเท็จจริง ดังนั้น อย่ายื้อประวิงเวลา อ้างสอบเพิ่ม ซ้ำซ้อนอีกต่อไปเลย“ นายชาญชัย กล่าว

นายชาญชัย กล่าวต่อว่า เนื่องจาก 4 ประเด็นหลักที่เคยร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ซึ่งรับเรื่องไปแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการใดๆ คือ 1.การรายงานข้อมูลไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง โดยไม่มีการชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นในการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของแผ่นดิน 1.8 แสนล้านบาท คนใน ทอท. มีการตัดตอน ไม่ได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ ครม. ชี้ให้เห็นเจตนาของบอร์ด ทอท. ว่าตั้งใจที่จะมีมติลดค่าตอบแทนผลประโยชน์ตอบแทนจากสัมปทานก่อนแล้ว

นายชาญชัย กล่าวอีกว่า 2.การแก้ไขสัญญาที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดียวของบอร์ด ทอท.นี้ ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากอัยการสูงสุด ทั้งยังนำเสนอข้อมูลนี้ต่อ ตลท.เพื่อแจ้งกับผู้ถือหุ้นด้วย 3.การแก้ไขสัญญาสัมปทานลดค่าตอบแทนให้รัฐของบอร์ด ทอท. ไม่ได้ทำตามหลักเกณฑ์เรื่องการเสนอต่อ ครม. เพราะไม่ได้ผ่านการพิจารณาจาก ครม. ตามที่ระบุไว้ในข้อเสนอแนะของสำนักเฝ้าระวัง ป.ป.ช. ข้อที่ 3 ที่กำหนดว่ามาตรการแก้ไขสัญญาที่ก่อมติผูกพันทรัพย์สิน หรือ ทางการเงินการคลังของรัฐ จะต้องขออนุญาตต่อ ครม.เพื่อพิจารณาก่อน

นายชาญชัย กล่าวด้วยว่า 4.การแก้ไขสัญญาสัมปทานของบอร์ด ทอท. ที่ลดค่าตอบแทนให้เอกชน ที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาทครั้งนี้ เป็นการละเมิดพ.ร.บ.วินัยการเงิน การคลัง และพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณพ.ศ.2561 เป็นการตอกย้ำว่า เป็นการใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตที่มี จนทำให้รัฐเสียหายสูงสุดถึง 1.8 แสนล้านบาท

นายชาญชัย กล่าวต่อว่า เจตนาที่พวกตนมายื่นเรื่องกับตัวแทน กมธ.งบฯ 70 เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่ต้องสูญเสียรายได้แผ่นดินถึง 1.8 แสนล้านบาท จากหน่วยงานรัฐสังกัดกระทรวงคมนาคม ที่ถือหุ้นใหญ่และเป็นธุรกิจผูกขาดคือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยาน รวมหกสนามบินที่ ทอท. ดูแล ซึ่ง กมธ.งบฯ 70 มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญสามารถตรวจสอบ พฤติกรรมการกระทำของตัวบุคคลในองค์กรรัฐว่ามีเพราะเหตุใดจึงกล้าแก้ไขสัญญาจนทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐถึง 1.8 แสนล้านบาท และรวมไปถึง ครม. ที่เป็นฝ่ายบริหารที่มีมติรับทราบ อนุมัติเรื่องดังกล่าวโดยไม่มีการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร

นายชาญชัย กล่าวด้วยว่า ตนจึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องนี้ให้กับฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะ กมธ.งบฯ 70 เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาถึงปัญหานี้ในที่ประชุมใหญ่ กมธ. เพื่อรายงานให้สภาฯ ได้ทราบต่อไป ตนประกาศแล้วภายใน 2 เดือนนี้ หากไม่เรียบร้อยจะเคลื่อนไหวในภาคประชาชนต่อไป วันนี้มาให้พี่น้องประชาชนทราบข้อเท็จจริงว่า ใครที่ใช้อำนาจเหนือกฎหมาย กล้ามีมติแก้ไขสัญญาสัมปทานไปตัดลดรายได้ของรัฐจนเกิดความเสียหายสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท มันมากเกินไป จนเหลืออดไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ภาคประชาชนจะออกมาปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ เพื่อทวงคืนเงิน 1.8 แสนล้านบาทกลับมาให้ประเทศชาติ เพื่อใช้จ่ายดูแลประชาชนคนยากจนส่วนใหญ่ ไม่ใช่มุ่งเจาะจงช่วยกลุ่มทุนรายเดียว ที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและประเทศไทย