หน้าแรก การเมือง อนุทิน แถลงสภ...

อนุทิน แถลงสภา จำเป็นกู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ ยันรบ.ใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้

26.08.26 | 11:13 น.

อนุทิน ยันเงินกู้ 4 แสนล้าน รบ.ใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ขอให้มั่นใจรัฐบาลสามารถบริหารจัดการหนี้ ไม่ให้เกินเพดาน 70% หาแหล่งเงินกู้ในประเทศ ส่วนการใช้หนี้ ก.คลังเป็นผู้วางระบบกระจายความเสี่ยง

 


เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงต่อที่ประชุมว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 เห็นชอบให้มีการตราพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ ซึ่งพ.ร.ก.ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 ที่กำหนดให้การตรา พ.ร.ก.กระทำได้เฉพาะครม.เห็นว่า เพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนแซงอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

Advertisement

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.ก.ฯ กำหนดวงเงินกู้ไว้ไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ดังนี้ 1. สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและต่างจากวิกฤติการณ์ในอดีตที่ผ่านมาที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปคห้ามส่งออกน้ำมันและจำกัดการผลิตและการส่งออกน้ำมัน จึงทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน แต่ไม่มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อแก๊ส โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกแก๊ส ระบบท่อส่งน้ำมัน หรือท่อแก๊ส ไม่มีการทำลายคลังน้ำมันแก๊ส ท่าเรือขนส่งน้ำมัน ขนส่งแก๊ส ไม่มีการปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งแตกต่างจากกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้นผิดปกติ เมื่อเกิดความขัดกันด้วยอาวุธระหว่างรัสเซียและยูเครน และการขัดกันด้วยอาวุธในตะวันออกกลาง ที่มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อแก๊ส โรงกลั่นน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน คลังน้ำมัน ท่าเรือขนส่งน้ำมัน รวมทั้งเส้นทางการเดินเรือ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซทำให้ตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันของโลกต้องหยุดการผลิตและการขนส่ง ขณะที่ปริมาณความต้องการการใช้น้ำมันในโลกยังคงเท่าเดิม ทำให้ราคาน้ำมันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญของโลก น้ำมันจากแหล่งอื่นก็ไม่สามารถผลิตมาทดแทนปริมาณที่ขาดหายไปได้ จนกระทั่งปัจจุบันสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน

นายกฯ กล่าวว่า 2. ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลาง ร้อยละ 50 เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวประเทศไทย จึงต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และโดยที่โครงสร้างการผลิตสินค้าและบริการ การคมนาคม และการเกษตรของไทย ยังเป็นปิโตรเลียมเบส ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในกระบวนการผลิต การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลนจึงส่งผลกระทบ ต่อราคาสินค้า การบริการ ขนส่ง ต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรง ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วิกฤติปากท้องที่ไม่ได้มาเพียงรอบเดียวแต่จะมีผล กระทบต่อเนื่องอีกหลายระลอกทั้งจาก 1.ตื่นตระหนก 2.ราคาพลังงานฟอสซิล ที่ปรับสูงขึ้น 3. ต้นทุนอาหารสินค้าและบริการต่างๆที่เพิ่มสูงขึ้น 4.คือค่าของชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้น และ5.กำลังซื้อของประชาชนลดลง จากรายได้เท่าเดิมและรถน้อยลง ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการผลิตและการจ้างงานส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้านต่อภาคธุรกิจ ภาคประชาชนที่รายได้ลดลง ต้นทุนสูงขึ้น. กำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป ปล่อยให้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงและยากต่อการแก้ไข

นายกฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใดแต่น่าจะใช้เวลาอีกหลายปีและกว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมันกลับสู่สภาพเดิมหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ว่าจะกลับไปเหมือนเดิม ดังนั้นประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล จากต่างประเทศถึงเกือบร้อยละ 50 อย่างเช่นที่ผ่านมา หากเราไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้ เราก็ยังอาจจะต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ต่อไป และห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงานก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไปด้วย”นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนกันหลายระลอกที่ต้องรับมืออย่างเร่งด่วน และการรับมือวิกฤติในอนาคตและต้องจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวไปวงกว้างและยืดหยุ่นจึงมีความจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.เนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้ เนื่องจากงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหามีจำกัด ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน ถ้าเราใช้จ่ายงบประมาณปกติและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งงบประมาณที่เหลืออยู่มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ

 

นายกฯ กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเราได้คำตอบไว้ที่ 9.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติเห็นชอบให้ใช้งบกลางดังกล่าวในการแก้ไขเยียวยา และบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรงในหลายพื้นที่ รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย กัมพูชา ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐและค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นระหว่างปีงบประมาณส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 กลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมีจำนวนไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวประกอบกับปัจจุบันยังคงมีความต้องการใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติมอีกประมาณ 1.4 แสนล้านบาท

นายกฯ กล่าวว่า แม้ว่างบกลางที่เหลืออยู่ เมื่อรวมกับเงินทุนสำรองจ่ายจำนวน 5 หมื่นล้านบาท ยังไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่าย งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายไปแล้ว 2ไตรมาส ปัจจุบันใช้ไปแล้วร้อยละ 27 และยังมีส่วนที่ต้องใช้ในไตรมาสสามและไตรมาสสี่ตามแผนอีก ดังนั้นคาดว่ามีงบประมาณคงเหลือที่จำกัดที่สามารถจะนำมาจากทำพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนเงินงบประมาณรายจ่ายได้ และไม่เพียงพอต่อความต้องการ การแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ประกอบกับการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายมีกระบวนการและระยะเวลาในการดำเนินการซึ่งอาจไม่ทันต่อการแก้ไขวิกฤต การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 2569 มีกระบวนการและระยะเวลาดำเนินการไม่ต่ำกว่า 2 เดือน การจัดเก็บรายได้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ไม่สามารถจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2569 ได้ และตามพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ คงเหลือกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพียง 1.7 พันล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์พลังงาน

นายอนุทิน กล่าวว่า การใช้แหล่งเงินงบประมาณปี2570 ไม่สามารถทำได้ทันต่อวิกฤติพลังงานและสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะกว่าจะได้ใช้ คือมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่งบบประมาณที่จัดทำมีวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถูกจัดสรรตามสิทธิกฎหมาย รองรับภารกิจพื้นฐานเพื่อพัฒนาประเทศ และการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้คำขอตามรายจ่ายด้านพลังงานของหน่วยงานเป็นค่าดำเนินการตามภารกิจ ไม่รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งระดับผู้ประกอบการและครัวเรือนได้ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการการคลังรูปแบบอื่นไม่สามารถแก้ไขได้ครบถ้วน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายยากต่อการแก้ไขภายหลัง หาก พ.ร.ก.เงินกู้ไม่ถูกตราขึ้นได้ทันสถานการณ์ อาจส่งผลให้วิกฤติยืดเยื้อ ส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอื่นตามมา

“ช่วงต้นปี69 รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทาง แต่การออกเงินกู้เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ทั้งนี้ผมขอย้ำให้สภาและประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการหนี้ ไม่ให้เกินเพดาน 70% ส่วนแนวทางกู้เงินเบื้องต้น คือ หาแหล่งเงินกู้ในประเทศ ส่วนการชำระหนี้ กระทรวงการคลัง วางแผนเป็นระบบ กระจายความเสี่ยงและต้นทุนกู้เงินที่เหมาะสม ต่อการบริหารชำระหนี้ได้ทั้งต้นและดอก โดยคำนึงถึงกรอบวินัยการเงินการคลัง” นายอนุทิน กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการใช้เงินกู้ที่คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยการทำโครงการต้องผ่านกลไกกลั่นกรองของคณะกรรมการ ที่ยึดความเหมาะสม คุ้มค่าตามความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณแหล่งอื่น พร้อมกับกำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ 5 ด้าน คือ ตรงจุด เร่งรัดเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โปร่งใสตรวจสอบได้ และ ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วนเพื่อเงินสร้างคุณค่าสูงสุดกับประเทศ ทั้งนี้ยืนยันว่าสถานการณ์วิกฤติพลังงานเป็นวิกฤติร้ายแรง จึงต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศ อย่างจำเป็นเร่งด่วน