หน้าแรก การเมือง ภาวุธ ชี้สาเห...

ภาวุธ ชี้สาเหตุ TH-AI ภาษาเพี้ยน เหตุตั้งโมเดลผิดแต่ต้น เผยสอนไปก็ไม่เก่งขึ้น

2.09.26 | 16:58 น.

‘ภาวุธ’ ไขข้อข้องใจ TH-AI Passport ภาษาเพี้ยน เหตุเอาของถูกมาเป็นตัวเลือกแรก แนะผู้ใช้เลือกโมเดลให้เหมาะกับงาน ฝาก ‘รัฐบาล’ ดึงผู้เชี่ยวชาญนอกร่วมตรวจรับ-เปิดข้อมูลโปร่งใส โว ภูมิใจ อภิปรายจนงบ 1.6 พันล้านเหลือจ่ายจริงตามการใช้งานจริง

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาจากการใช้โครงการ TH-AI Passport ว่า ต้องบอกว่าในเชิงเทคนิคการสร้างภาพเอไอออกมาแล้วเป็นภาษามนุษย์ต่างดาว เป็นเพราะโมเดลตัวที่จะมาสร้างรูปภาพมีหลายตัว มีเครื่องยนต์หลายเครื่องที่ใช้สร้างรูปภาพ โดยโมเดลที่เป็นตัวตั้งต้นไม่ได้เก่งภาษาไทย เนื่องจากราคาไม่แพงมาก ฉะนั้น จึงเจอปัญหาว่าเมื่อสร้างภาพออกมาแล้วจะกลายเป็นภาษามนุษย์ต่างดาว แต่ถ้าเราเลือกโมเดลอื่น เช่น Nano banana ของ Google หรือ chatgpt จะเก่งภาษาไทยมากกว่าด้วยคำสั่งเดียวกัน ซึ่งตนคิดว่าน่าจะเป็นกระบวนการที่รัฐบาลพยายามประหยัดและลดต้นทุน


​“เป็นการเอาของถูกมาให้เลือกใช้ เป็นตัวเลือกแรก เพราะถ้าเอาของดีมาให้ใช้เป็นตัวเลือกแรก ก็จะกินทรัพยากรกินค่าใช้จ่ายเยอะ” นายภาวุธ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าคนอาจจะมองว่าไม่คุ้มค่า ซื้อเองน่าจะดีกว่าหรือไม่ นายภาวุธ กล่าวว่า เอาจริงๆ ของฟรีที่ใช้อยู่ ทำได้เยอะกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นต้องเทียบกันดู

เมื่อถามถึง กรณีที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บอกว่าต้องให้ระบบเรียนรู้ภาษาไทยก่อนนั้น นายภาวุธ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ใช่ มันอยู่ที่ตัวโมเดล โดยเฉพาะการสร้างรูปภาพโมเดลของจีน ที่ใช้อยู่นี้ไม่ได้เก่งภาษาไทยมากนัก ฉะนั้น ต่อให้ไปเทรนอะไรก็ตามเราต้องเลือกตัวที่มีคุณสมบัติสูงขึ้น ก็จะมีความเก่งภาษาไทยมากขึ้น

​นายภาวุธ กล่าวต่อว่า โมเดลตัวที่สามารถสร้างภาพได้ดีขึ้น มีอยู่ในโครงการ TH-AI Passport อยู่แล้วเพียงแต่ผู้ใช้ ต้องไปเลือกโมเดลให้ตรงกับการใช้สร้างรูปภาพที่มีตัวหนังสือภาษาไทย

Advertisement

​เมื่อถามว่า ได้ลองใช้แล้วหรือไม่ นายภาวุธ กล่าวว่า ตนได้ลองใช้แล้ว ซึ่งก็คิดว่าเร็ว แต่หากเลือกโมเดลผิดตัวหนังสือภาษาไทยจะเพี้ยนทันที ต้องเลือกโมเดลให้ถูก

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากปรับเปลี่ยนจากแบบเหมางบ 1.6 พันล้านบาท มาเป็นแบบรายหัว มองว่าคุ้มค่ากว่าหรือไม่ นายภาวุธ กล่าวว่า “ผมว่าเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจที่เราได้มีการเปิดอภิปรายโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น จากที่ต้องจ่ายทีเดียว 1.6 พันล้านบาท วันนี้มีการแก้สัญญาทำให้จากนี้จะเป็นการจ่ายเงินจากการใช้จริงว่าแต่ละเดือนมีคนใช้เท่าไหร่ ซึ่งต่อคนแล้วตกประมาณ 24 บาทกว่า ฉะนั้น ผมคิดว่าตรงนี้ลดลงไปได้เยอะแล้ว”

​นายภาวุธ กล่าวต่อว่า หากโครงการนี้มีคนใช้ไม่เยอะรัฐก็ไม่ต้องจ่ายเงินเยอะ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือคนจะเข้ามาใช้เยอะหรือไม่ และคนที่เข้ามาใช้เป็นคนจริงหรือไม่หรือเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นมา ฉะนั้นตนจึงตั้งข้อสงสัยว่า แล้ววันนี้เริ่มเห็นแล้วว่ากระทรวงดีอี เริ่มมีการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาใช้ ซึ่งก็อาจเป็นเรื่องที่ดี แต่คำถามคือจะมีการใช้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

นายภาวุธ กล่าวอีกว่า ตัวเลขที่เข้ามาใช้จะเป็นตัวเลขจริงหรือไม่ ตนอยากเห็นกรรมการตรวจรับที่จะมาตรวจสอบ หรืออาจเปิดเผยแดชบอร์ด ให้เห็นว่าปัจจุบันมีคนมาใช้เท่าไหร่จะได้มีความโปร่งใส รวมถึงคณะกรรมการตรวจรับอาจจะต้องมีหน่วยงานหรือเอกชน จากภายนอก ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมตรวจรับจะได้ถูกต้องและเป็นธรรม

​เมื่อถามว่า มีความกังวลว่ายอดจะไม่ตรงตามเป้า นายภาวุธ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นตัวเลข แต่เห็นว่ามีความพยายามชวนหน่วยงานรัฐเข้ามาใช้ซึ่งก็ดี เพราะเจ้าหน้าที่ภาครัฐหลายคนก็ใช้เอไอไม่เป็น ฉะนั้น พอมีโครงการนี้ขึ้นมาก็ทำให้เขาใช้ได้ แต่คำถามคือเขาจะใช้จริงหรือไม่ และในระยะยาวจะใช้ต่อเนื่องหรือไม่ ถือเป็นข้อสงสัยที่เราตั้งไว้อยู่ สุดท้ายไหนๆ ทำมาแล้ว จะทำอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด