‘พนิดา’ หวั่นโยกย้ายผู้บริหาร-พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ก่อน กกต.ชี้ขาด 229 ราย เอื้อสีน้ำเงินปูทางเป่าคดีโกง ส.ว. เตือนอย่าให้กระบวนการยุติธรรมไปใช้รับใช้การเมือง-เป่าคดีใคร
เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่อาคารอนาคตใหม่ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน กล่าวถึงไทม์ไลน์การดำเนินคดีพิเศษที่ 24/2568 การกระทำความผิดฐานอั้งยี่-ฟอกเงินอันเนื่องมาจากการเลือก ส.ว. ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า วันที่ 6 มีนาคม 2568 คณะกรรมการคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมา 41 คน โดยมีนายยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำคู่ขนานไปกับคณะของ กกต. มีการสัมภาษณ์พยานไปกว่า 700 ปาก ซึ่งปรากฏทั้งหลักพยานหลักฐาน ข้อมูลการสื่อสาร ภาพถ่าย ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2568 มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็น พล.ต.ท.ยุทธพล เนาวรัตน์
น.ส.พนิดากล่าวต่อว่า จากนั้นวันที่ 8 ธันวาคม 2568 DSI สรุปสำนวนส่งอัยการคดีพิเศษ ชี้ว่าจากพยานหลักฐานทั้งหมดที่ได้รวบรวมมามีผู้กระทำความผิด 8 ราย จากนั้นวันที่ 16 มกราคม 2569 อัยการตีกลับสำนวนและสั่งสอบสวนเพิ่มระบุว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 1,200 คน แบ่งได้ถึง 7 กลุ่มผู้กระทำความผิด จะส่งดำเนินคดีเพียง 8 คนไม่ได้

โดยในระหว่างที่มีการสอบเพิ่มเติมอยู่นั้น พบว่าในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรมไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ก่อนที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมลาออกทันที ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนายปิยะศิริเข้ารับตำแหน่ง 2 วันคือมีการเซ็นคำสั่งทันที 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับคดีสีน้ำเงิน คือ 1.มีการสั่งสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม โดยไม่ได้มีการสั่งสอบข้อเท็จจริงก่อน โดย พ.ต.ต.ณฐพลมีส่วนสำคัญในคดีดังต่อไปนี้
1.คดีบุกรุกที่ดินการรถไฟเขากระโดง 4,414 ไร่
2.คดีบุกรุกที่สาธารณะและลำรางเขากระโดง 250 ไร่
3.คดีใช้ถนนสาธารณะเป็นรันเวย์สนามบินส่วนบุคคลและสนามกอล์ฟขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามขออนุญาต
4.คดีบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมคดีแตงโม
โดย พ.ต.ต.ณฐพลมีรายชื่อว่าจะได้ขึ้นเป็นอธิบดีดีเอสไอหากมีตำแหน่งว่าง และ 2.ผลงานของนายปิยะศิริคือเด้งมือทำคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากคดีโกง ส.ว.ไปเป็นฝ่ายอำนวยการ

น.ส.พนิดากล่าวอีกว่า จากนั้นในวันที่ 3 กันยายน 2569 มีข่าวว่าจะมีการโยกย้ายอธิบดีและรองอธิบดีดีเอสไอ โดยรายชื่อที่ปรากฏว่าอาจจะมีการโยกย้ายในครั้งนี้ ได้แก่ 1.พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอในคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากการโกงเลือก ส.ว. และเป็นหนึ่งในสามพนักงานสอบสวนจากดีเอสไอที่ไปร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. และมีมติสั่งฟ้อง 229 รายที่เข้าข่ายกระทำความผิดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การได้มาซึ่ง ส.ว. โดยมีข่าวว่าจะถูกย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมบังคับคดี จุดนี้เรากำลังตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปเพื่อบริหารงานบุคคลทั่วไป หรือกำลังพยายามกำหนดทิศทางคดีที่เกี่ยวข้องกับสีน้ำเงิน
อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวว่าจะมีการย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา อธิบดีดีเอสไอคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอในคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากการโกงเลือก ส.ว. ไปเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ และจะมีการย้ายร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งถูกแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ของ กกต. และมีมติยกคำร้อง 229 ราย มาเป็นอธิบดีดีเอสไอแทน
น.ส.พนิดากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มีข้อมูลปรากฏว่า 1 ใน 229 คนซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ที่เป็นส.ว.ปัจจุบันเคยเป็นอดีตหัวหน้าสมัยที่ พล.ต.ท.ยุทธพลเคยเป็นตำรวจที่บุรีรัมย์คือ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร อีกทั้ง พล.ต.ท.ยุทธพลก็เป็นผู้บังคับบัญชา ร.ต.อ.ปิยะ จึงอาจตั้งคำถามได้ถึงมาตรฐานการทำงานที่เรากังวลว่าการแต่งตั้งโยกย้ายคนในครั้งนี้เป็นไปเพื่อตั้งคนมารองรับมติ กกต.ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 กันยายนนี้หรือไม่
น.ส.พนิดากล่าวด้วยว่า หาก กกต.มีมติว่าทั้ง 229 คนไม่มีความผิด สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือ เราสามารถตั้งคำถามได้หรือไม่ว่าดีเอสไอจะเป่าคดีที่ดำเนินการอยู่ในมือตัวเองด้วยเช่นกัน โดยอ้างว่าไม่มีความผิดมูลฐานแล้ว ซึ่งตนเคยสอบถามเรื่องนี้ในห้องกรรมาธิการ วันนั้นบางคนที่อยู่ในรายชื่อถูกโยกย้ายพยายามยืนยันว่าแยกกัน คนละกรณี ความผิดคนละฐาน กกต.ดู พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. ดีเอสไอดูคดีการฟอกเงิน คดีอั้งยี่ หรือหาก กกต.ลงมติสั่งฟ้องไม่ว่าจะกี่คนก็ตาม แล้วใครจะเป็นคนไปเบิกความ ในเมื่อ 2 ดีเอสไอที่อยู่ในคณะพนักงานไต่สวนชุดที่ 26 โดนย้ายไปทำอย่างอื่นแล้ว รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าคนที่จะไปเบิกความในคดีนี้จะเป็นคนที่ทำคดีนี้อยู่

“อยากชวนทุกคนตั้งคำถามใหญ่ใหญ่ไปให้ถึงผู้มีอำนาจ ไปให้ถึงรัฐมนตรี ไปให้ถึงรัฐบาล ไปถึงนายกรัฐมนตรี ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี่คือการไล่ล่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะไต่สวนชุดที่ 26 คนที่คิดว่า 229 คน และท่านกำลังปูนบำเหน็จให้กับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอนุวินิจฉัยและชี้ขาดชุดที่ 36 ที่บอกว่าพวกท่านไม่มีความผิด หรือนี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะต้องเป็นคุณรุทธพล เนาวรัตน์ หรือนี่เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมคุณปิยะศิริ วัฒนวรางกูร จะต้องเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือนี่เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดว่าทำไมคุณปิยะ รักสกุล จึงมีข่าวว่าจะย้ายมาเป็นอธิบดีดีเอสไอ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้ไม่ใช่แค่ชะตากรรมของคนทั้ง 229 แต่กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของคนไทย ฉะนั้น จึงขอฝากให้ทุกคนช่วยกันส่งเสียงอย่าให้ใครเอาดีเอสไอไปรับใช้การเมือง อย่าให้มีใครเอากระบวนการยุติธรรมที่ควรจะศักดิ์สิทธิ์ ยึดมั่นบนหลักการและเป็นที่พึ่งของประชาชน ไปเป่าคดีของตัวเอง” น.ส.พนิดากล่าว

