หน้าแรก การเมือง ผอ.JIC ยันไทย...

ผอ.JIC ยันไทยไม่มีการใช้สารเคมีตามที่เขมรกล่าวหา จี้เปิดหลักฐานพิสูจน์ตามมาตรฐานสากล

14.09.26 | 10:56 น.

เขมรโกหกรายวัน! ผอ.JIC ย้ำไทยไม่มีการใช้สารเคมี ชี้ ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน อย่าเป็นเพียงลมปากที่พ้นรายวัน จี้ กัมพูชาเปิดหลักฐานพิสูจน์ตามมาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงกรณีฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าประเทศไทยใช้อาวุธหรือสารเคมีในการปะทะบริเวณชายแดน และมีการนำเรื่องเข้าสู่กลไกขององค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี (OPCW) ว่า ประเทศไทยขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า กองทัพไทยไม่ได้ใช้อาวุธเคมีหรือใช้สารเคมีเพื่อทำร้ายทหารหรือประชาชนกัมพูชา


พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า กำลังพลของไทยเป็นทหารอาชีพ (Professional Armed Forces) การใช้อาวุธและการปฏิบัติการอยู่ภายใต้สายการบังคับบัญชา กฎการใช้กำลัง และหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยตระหนักดีถึงพันธกรณีของตนและความร้ายแรงของการใช้อาวุธเคมี จึงไม่มีนโยบายหรือคำสั่งให้ใช้อาวุธเคมีต่อฝ่ายกัมพูชา

“หากมีการกล่าวอ้างถึงสารเคมี 61 ชนิด หรือผู้ได้รับผลกระทบ 395 ราย จำนวนของข้อกล่าวหาไม่สามารถใช้แทนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้” พล.อ.อ.ประภาสกล่าว พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ตรวจพบสารอะไร ที่ไหน เมื่อใด ใครเป็นผู้เก็บตัวอย่าง มี Chain of Custody หรือกระบวนการควบคุมและตรวจสอบตัวอย่างที่เชื่อถือได้หรือไม่ ห้องปฏิบัติการใดเป็นผู้ตรวจ และที่สำคัญที่สุด มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดที่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ตรวจพบกับการกระทำของกองทัพไทยได้

Advertisement

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชากล่าวต่อว่า ประเทศไทยไม่คัดค้านการตรวจสอบที่เป็นกลาง ตรงกันข้าม ไทยสนับสนุนให้ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเช่นนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลอย่างครบถ้วน เพราะข้อเท็จจริงไม่จำเป็นต้องกลัวการตรวจสอบ

ส่วนภาพ คลิป หรือข้อสันนิษฐานต่างๆ ที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังเช่นเดียวกัน ไม่ควรกล่าวหาว่าฝ่ายใดเป็นผู้สร้างเหตุการณ์ขึ้นเอง หากยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ เพราะมาตรฐานเดียวกันต้องใช้กับทุกฝ่าย โดย “ภาพไม่ใช่ผลแล็บ อาการไม่ใช่การระบุชนิดสาร ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน และการยื่นคำร้องไม่ใช่คำตัดสิน”

พล.อ.อ.ประภาสย้ำว่า กองทัพไทยเป็นทหารอาชีพ ปกป้องประเทศตามหน้าที่ แต่การปฏิบัติทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ หากฝ่ายกัมพูชามีหลักฐาน ขอให้นำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างครบถ้วน ประเทศไทยพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงและพร้อมให้กระบวนการที่เป็นกลางพิสูจน์เรื่องนี้

“Thailand does not need allegations to establish the truth. We stand by Facts, Evidence, International Law and Verification.” หรือ ประเทศไทยไม่ขอให้ประชาคมระหว่างประเทศเชื่อเราจากคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่ขอให้พิจารณาจากหลักฐาน เพราะนี่คือความแตกต่างระหว่าง “ข้อกล่าวหา” กับ “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้”