หน้าแรก การเมือง รัฐบาลติงปชป....

รัฐบาลติงปชป.มองไม่รอบด้าน ให้โยกงบไทยช่วยไทยพลัส 5 หมื่นล้าน อุดหนุนดีเซล ถามคนไม่มีรถจะได้อะไร

20.09.26 | 14:22 น.

รัฐบาล โต้ ปชป. แนะโยกงบ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อุดหนุนดีเซล มองไม่ครบทุกกลุ่ม ย้ำไม่ทิ้งคนไม่มีรถ-กลุ่มเปราะบาง

เมื่อวันที่ 20 กันยายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้นำวงเงินคงเหลือจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ประมาณ 50,000 ล้านบาท ไปช่วยลดราคาน้ำมัน ควบคู่กับการลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลิตรละ 7 บาท เป็นเวลา 2 เดือนว่า ข้อเสนอดังกล่าวสามารถนำมาพิจารณาได้ แต่ต้องมองให้ครบทั้งวัตถุประสงค์ของงบประมาณ กลุ่มประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ และภาระทางการคลัง ไม่ควรมองเฉพาะผลต่อผู้ใช้น้ำมันเพียงกลุ่มเดียว โครงการไทยช่วยไทยพลัสไม่ใช่กองทุนอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่เป็นชุดมาตรการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วงเงินรวมไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท ภายใต้กรอบเงินกู้ 200,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อของประชาชน และส่งรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย


น.ส.ลลิดากล่าวว่า ภายใต้มาตรการดังกล่าว ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.18 ล้านคนได้รับวงเงินเพิ่มเดือนละ 700 บาท รวมกับวงเงินเดิมเป็นเดือนละ 1,000 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 ขณะที่โครงการร่วมจ่าย 60/40 ครอบคลุมค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนด รวมถึงบริการขนส่งสาธารณะที่เข้าร่วม ทำให้ประโยชน์ของมาตรการกระจายไปถึงประชาชนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวด้วย

“ต้องถามให้ครบว่า ถ้าเอาเงินที่เดิมตั้งใจช่วยค่าครองชีพประชาชนไปลดราคาดีเซล แล้วคนที่ไม่มีรถจะได้อะไร ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย หรือประชาชนที่ใช้รถสาธารณะจะได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างไร เพราะการลดราคาน้ำมันย่อมให้ประโยชน์โดยตรงตามปริมาณน้ำมันที่ใช้ คนที่เติมมากก็ได้ส่วนลดมาก ส่วนคนที่ไม่ได้เติมน้ำมันไม่ได้รับส่วนลดโดยตรง” น.ส.ลลิดากล่าว

น.ส.ลลิดากล่าวด้วยว่า รัฐบาลเข้าใจว่าราคาน้ำมันมีผลต่อค่าขนส่งและต้นทุนสินค้า และมาตรการด้านพลังงานสามารถมีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจได้ แต่หากจะนำมาเปรียบเทียบกับมาตรการช่วยค่าครองชีพโดยตรง ต้องพิจารณาด้วยว่าต้นทุนที่ลดลงจะถูกส่งผ่านไปถึงประชาชนมากน้อยเพียงใด ขณะที่การให้วงเงินแก่ประชาชนหรือการร่วมจ่ายเป็นการส่งความช่วยเหลือถึงผู้ได้รับสิทธิโดยตรง

Advertisement

น.ส.ลลิดากล่าวว่า ตัวเลขวงเงินคงเหลือประมาณ 50,000 ล้านบาทที่ถูกนำมาใช้ประกอบข้อเสนอนั้น ต้องตรวจสอบสถานะทางบัญชีให้ชัดเจนก่อนว่าเป็นกรอบเงินกู้ที่ยังไม่ได้จัดสรร วงเงินที่ได้รับอนุมัติแต่ยังไม่ได้เบิกจ่าย วงเงินที่มีภาระผูกพันแล้ว หรือเป็นเงินคงเหลือที่สามารถเปลี่ยนวัตถุประสงค์ได้จริง เพราะแต่ละกรณีมีสถานะและขั้นตอนทางกฎหมายแตกต่างกัน ตัวเลขที่เห็นว่าเหลือไม่ได้หมายความว่าเป็นเงินก้อนว่าง 50,000 ล้านบาทที่รัฐบาลสามารถหยิบไปใช้เรื่องใดก็ได้ทันที ต้องดูว่าเงินนั้นอยู่ตรงไหน มีภาระผูกพันแล้วหรือไม่ และกฎหมายอนุญาตให้เปลี่ยนวัตถุประสงค์ได้อย่างไร หากจะเสนอโยกเงินก้อนนี้ก็ควรมีข้อมูลทางบัญชีและฐานกฎหมายรองรับให้ครบก่อน” น.ส.ลลิดากล่าว

น.ส.ลลิดากล่าวต่อว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอเกี่ยวกับการลดภาระราคาพลังงานจากทุกฝ่าย แต่การออกแบบมาตรการต้องคำนึงถึงประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถยนต์ ผู้ใช้ขนส่งสาธารณะ ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย ร้านค้ารายย่อย หรือประชาชนที่ไม่มีรถส่วนตัว รวมถึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าของเงินภาครัฐและผลต่อฐานะการคลังควบคู่กัน ซึ่งการช่วยลดราคาดีเซลอาจเป็นหนึ่งในทางเลือก แต่ไม่ควรเริ่มจากการเห็นตัวเลขว่าเหลือเงิน 50,000 ล้านบาทแล้วสรุปว่าสามารถโยกมาใช้ได้ทันที และที่สำคัญ นโยบายค่าครองชีพต้องไม่ออกแบบโดยมองเฉพาะคนที่มีรถ เพราะประชาชนที่ไม่มีรถก็มีค่าครองชีพ และรัฐมีหน้าที่ดูแลเขาเช่นเดียวกัน