สุริยะ ถกด่วน ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาใกล้ชิด ขณะกรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หลังมีฝนตกสะสมในพื้นที่ช่วงนครสวรรค์-ชัยนาท ยืนยันการระบายน้ำยังอยู่ในกรอบความปลอดภัย
เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะกรมชลประทาน กรมชลประทาน ถ.สามเสน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับฟังสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำ
โดย นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้รายงานว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาว่า ล่าสุดระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 16.94 เมตร ซึ่งใกล้เกณฑ์ควบคุมที่ 17 เมตร โดยกรมชลประทานต้องรักษาระดับน้ำไม่ให้เกินเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากจะทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เหนือเขื่อน และอาจส่งผลต่อความมั่นคงของตัวเขื่อน และจากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบว่าระดับน้ำหน้าเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณชั่วโมงละ 1 เซนติเมตร จึงได้ทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนชั่วโมงละ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จนเช้าวันนี้อยู่ที่ 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเมื่อวาน 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังอยู่ในกรอบการระบายไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามที่ได้แจ้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ทั้งนี้ยืนยันว่าสาเหตุที่ทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ตอนบน เนื่องจากกรมชลประทานได้หน่วงหน่วงน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไว้ให้มากที่สุด ขณะที่ปริมาณน้ำที่สถานี C2 จังหวัดนครสวรรค์ เช้าวันนี้อยู่ที่ 1,827 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากประเมินว่าสถานการณ์ที่สถานี C.2 ยังไม่น่ากังวล แต่จุดที่ต้องติดตามขณะนี้คือ ช่วงตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงชัยนาท เนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่ ประกอบกับน้ำจากลำน้ำสาขาไหลเข้ามาสมทบ ทำให้มีปริมาณน้ำสะสมในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนและระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนลุ่มน้ำป่าสัก ขณะนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก กรมชลประทานจึงพยายามหน่วงน้ำไว้ในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรีและบริหารการระบายน้ำท้ายเขื่อนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเหลื่อมช่วงเวลาของน้ำไม่ให้ลงมาสมทบพร้อมกัน
สำหรับด้านท้ายน้ำ กรมชลประทานเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเร่งระบายน้ำโดยตัดทางลัดบริเวณคุ้งบางกะเจ้า ช่วยลดระยะเวลาการไหลผ่านช่วงดังกล่าวจากประมาณ 5 ชั่วโมง เหลือประมาณ 10 นาที ก่อนระบายต่อออกสู่อ่าวไทย
นายวิทยา กล่าวว่า สำหรับแนวทางบริหารจัดการน้ำในขณะนี้คือ หน่วงน้ำจากพื้นที่ตอนบน ควบคุมปริมาณน้ำในช่วงกลาง และเร่งระบายน้ำด้านท้ายออกสู่ทะเล เพื่อไม่ให้มวลน้ำจากแต่ละส่วนลงมาสมทบพร้อมกัน และลดผลกระทบต่อพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนสถานการณ์ภาคตะวันออก โดยเฉพาะสระแก้วและปราจีนบุรี ยังต้องติดตามหลังมีฝนตกหนักและฝนสะสมในพื้นที่มาก เมื่อน้ำจากพื้นที่ไหลลงสู่ลำน้ำ อาจทำให้น้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง กรมชลประทานได้ส่งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเข้าช่วยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้ว

ล่าสุด (26 ก.ย.69) เวลา 06.00 น. สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,827ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อรวมกับน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังประมาณ 159 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และน้ำจากลำน้ำสาขาต่าง ๆ ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,362 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานจึงบริหารจัดการน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเต็มศักยภาพ รวมประมาณ 512 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันระบายอยู่ที่ประมาณ 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ ยังสามารถควบคุมการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในระยะนี้ให้อยู่ในเกณฑ์ ไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามกรอบที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภาพรวมสถานการณ์น้ำขณะนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้

ทั้งนี้ กรมชลประทานให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก มีการนำข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณฝน น้ำท่า และระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ มาวิเคราะห์และคาดการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ทั้งการชะลอน้ำ การกระจายน้ำเข้าสู่ระบบชลประทาน และการระบายน้ำออกจากพื้นที่ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ และอาคารชลประทานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาสมดุลและลดปริมาณน้ำที่จะส่งผลกระทบให้ได้มากที่สุด พร้อมกำชับให้ชลประทานในพื้นที่เตรียมพร้อมตลอดเวลา หากมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น หรือมีความจำเป็นต้องปรับการระบายผ่านเขื่อนหรืออาคารชลประทาน จะต้องแจ้งเตือนให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ได้รับทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจน เพื่อให้มีเวลาเตรียมความพร้อม ขนย้ายทรัพย์สิน และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที


