‘มมส’ ไม่ให้ใช้พื้นที่ จัดกิจกรรมการเมือง ค้านระบอบสีน้ำเงิน ฮึ่มเอาผิดทางกฎหมายคนอ้างชื่อ สภานิสิต-กลุ่มนักกิจกรรมยก รธน.แย้ง ชุมนุมได้ตามสิทธิ จี้มหาวิทยาลัยทบทวน เรียกร้องยุติใช้ กม.ปิดปาก
จากกรณีกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมือง นัดหมายรวมตัววันที่ 30 กันยายน ทำกิจกรรม “ไทสารคามไม่เห็นชอบระบอบน้ำเงิน” แสดงออกซึ่งสิทธิและเสรีภาพ บริเวณลานแปดเหลี่ยม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ตั้งแต่เวลา 16.45 น. เป็นต้นไป
ทำให้ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ออกประกาศ ไม่สนับสนุนให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมทางการเมือง และ มมส ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าว พร้อมย้ำว่า การใช้พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยต้องดำเนินการขออนุญาต และได้รับอนุมัติตามแนวปฏิบัติของมหาวิทยาลัยก่อนการใช้พื้นที่ กรณีมีการแอบอ้างชื่อมหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มหาวิทยาลัยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กันยายน สภานิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ ตลอดจนการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 44 และขอให้พิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 3 (4) ซึ่งบัญญัติให้การชุมนุมภายในสถานศึกษาไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าว
มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายทางความคิด เคารพสิทธิและเสรีภาพของนิสิต และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างสร้างสรรค์ สภานิสิตจึงขอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยทบทวนแนวทางดังกล่าว และเปิดพื้นที่ให้นิสิตสามารถแสดงออกทางการเมืองได้อย่างเสรี ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เป็นธรรม และเคารพสิทธิของทุกฝ่าย
“สภานิสิต โดยนิสิต เพื่อนิสิต” เรามีหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและยืนเคียงข้างนิสิตทุกคน เมื่อเสียงของนิสิตไม่ได้รับการรับฟัง สภานิสิตย่อมไม่อาจเพิกเฉยได้ หากไม่เรียกร้องเพื่อเพื่อนนิสิต แล้วเราจะทำเพื่อใคร?
สภานิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยืนหยัดเคียงข้างเสียงของนิสิต เพื่อมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างต่อทุกความคิดเห็น
ขณะที่กลุ่ม Unity Voice, I-ACT, กลุ่มเสรีมวลชนเพื่อสังคม, สารคามไม่เงียบ – Sarakham Won’t Be Silent ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ไม่เห็นด้วยกับการห้ามใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมทางการเมือง โดยระบุว่า มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพ ประชาธิปไตย และปัญญาชน
สืบเนื่องจากกรณีที่กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ออกประกาศ “แจ้งเพื่อทราบ” ระบุว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่สนับสนุนให้ใช้พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยในการจัดกิจกรรมทางการเมือง กรณีการนัดหมายจัดกิจกรรม “ไทสารคามไม่เห็นชอบระบอบน้ำเงิน” ในวันพุธที่ 30 กันยายน 2569 นั้น พวกเราในฐานะนิสิตนักศึกษา และประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ขอแสดงจุดยืนและโต้แย้งประกาศดังกล่าวด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1.มหาวิทยาลัยไม่ใช่หอคอยงาช้าง แต่เป็นพื้นที่สาธารณะของสังคม สถาบันอุดมศึกษาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การถกเถียงทางปัญญา และการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสันติวิธี การที่มหาวิทยาลัยพยายามปิดกั้นและปฏิเสธการใช้พื้นที่ แสดงถึงความไม่เข้าใจบทบาทของสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมประชาธิปไตย
2.เสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 44 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การแสดงออกและการรวมตัวกันเพื่อสะท้อนปัญหาทางการเมืองหรือความไม่เห็นชอบต่อระบอบต่างๆ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมือง และนิสิต นักศึกษาสามารถกระทำได้ตามกฎหมายสูงสุดของประเทศ การออกประกาศขัดขวางหรือจำกัดเสรีภาพนี้จึงเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพปวงชนชาวไทย
3.สถานศึกษาได้รับยกเว้นตามกฎหมายการชุมนุมตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 3 (4) ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า พ.ร.บ.นี้ไม่ใช้บังคับกับการชุมนุมภายในสถานศึกษา ดังนั้น การจัดกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยจึงชอบด้วยกฎหมาย และผู้จัดไม่ต้องขออนุญาตหรือถูกแทรกแซงจากอำนาจใดๆ ที่เกินขอบเขต
พวกเราขอเรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทบทวนท่าทีและยกเลิกการคุกคามสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาและประชาชน พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางความคิดและประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยต้องเป็นของประชาชน และเสรีภาพต้องไม่ถูกปิดกั้น
4.การใช้ข้ออ้างทางกฎหมายเพื่อคุกคามและปิดปากนิสิต นักศึกษา คือการทำลายความไว้วางใจ การที่มหาวิทยาลัยใช้ท่าทีข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด ภายใต้ข้ออ้างเรื่องการแอบอ้างหรือการใช้พื้นที่ ทั้งที่นักศึกษาและประชาชนเคลื่อนไหวด้วยเจตนาบริสุทธิ์ทางการเมือง ถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อคุกคาม ข่มขวัญ และสร้างบรรยากาศเพื่อให้เกิดความหวาดกลัว ในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อหลักการอุดมศึกษาอย่างสิ้นเชิง และขอให้ยุติการกระทำดังกล่าว
ด้วยความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยและเสรีภาพ



