ณัฐวุฒิ ยื่นหนังสือถึง อสส. ให้ออกแนวทางปฏิบัติให้อัยการทั่วประเทศ ไปในทิศทางเดียวกัน ในการปล่อยตัวผู้ต้องหา ผู้ต้องขังที่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ อาคารเอ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ายื่นหนังสือถึงนายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด กรณีเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 โดยมี นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับหนังสือ
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตามบทบัญญัติในมาตรา 7 และมาตรา 8 ของกฎหมายนี้มีความชัดเจนว่า กฎหมายบังคับใช้ให้ผู้ที่ต้องคดีความตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน รวมถึงผู้ที่จำขังอยู่สามารถที่จะได้รับผลทางนิรโทษกรรมตามกฎหมายได้ทันที 3 กลุ่มหลักที่เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ถึง 2568 มี กลุ่มเสื้อแดง, กลุ่มพันธมิตรและกปปส. และกลุ่มเยาวชน 3 กลุ่มหลักนี้มีคนรวมกันไม่น้อยกว่า 6,000 คนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ตนได้ทำการประสานกับทั้ง 3 กลุ่มมาโดยตลอด มีการยื่นคำร้องต่อศาลร้องขอให้ยุติการดำเนินคดี ในส่วนที่คดียังไม่ถึงที่สุดยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยตัว ในกรณีคดีถึงที่สุดผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัวจำนวนขณะนี้ยังไม่แน่นอนเพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ที่ประชุมศาลฎีกามีหนังสือด่วนที่สุดโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งถึงหน่วยงานในสังกัดให้มีแนวปฏิบัติแบบเดียวกันว่า ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจและออกคำสั่งได้ทันที ในกรณีคดีความใดก็ตามที่ตรงตามบัญชีแนบท้ายใน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข และมีความชัดเจนว่า เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ทางนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน มีการประชุมนัดแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อกลั่นกรอง 1 ชุดและประชาสัมพันธ์ 1 ชุด มีการทำหนังสือแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบแนวปฏิบัติ กรอบของกฎหมายฉบับดังกล่าว
อย่างไรก็ตามในการไต่สวนคดีความของแต่ละกลุ่มยังคงมีการดำเนินการที่แตกต่างกันอยู่บ้างอย่างเช่น พนักงานอัยการในฐานะโจทก์ได้ยื่นคัดค้านการออกคำสั่งของศาล ตนประสงค์จะให้การดำเนินการนี้เป็นไปด้วยความราบรื่นตามกรอบกฎหมาย ตามเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เห็นชอบร่วมกันที่ผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้ออกมา จึงขอเรียนให้ทางอัยการสูงสุดกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อพนักงานอัยการทุกภาคส่วนทั่วประเทศให้เป็นไปแนวทางเดียวกัน ถ้าเป็นคดีที่จะมีการไต่สวนเพื่อที่จะขอรับการปล่อยตัวของจำเลยทั้งหลาย หากปรากฏชัดแจ้งว่า ไม่เป็นตามข้อต้องห้ามและเป็นไปตามบัญชีแนบท้าย ขอความกรุณาให้พนักงานอัยการไม่คัดค้าน และคดีใดอยู่ระหว่างการพิจารณาขอให้ถอนฟ้อง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและลบบาดแผลจากความขัดแย้งของสังคมไทยมาอย่างยาวนานให้ได้ลดความลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ตนได้ประสานงานกับทีมกฎหมายของกลุ่ม นปช.ยังมีการไต่สวนอีกหลายคดีทั้งในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ซึ่งศาลได้กำหนดนัดวันไต่สวนไว้แล้ว บางคดีแต่ละคนจะมีเหตุปัจจัยทางคดีส่วนตัวไม่เหมือนกันอย่างเช่นกรณี นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋งดอกจิก แต่ละคนจะมีเหตุปัจจัยเฉพาะต้องแยกดำเนินการเป็นรายกรณีไป และผู้ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศมีหลายคน หากคดีความที่มีเหตุไม่ต้องลี้ภัยตามบัญชีแนบท้ายก็จะได้มีโอกาสกลับคืนสู่ภูมิลำเนา ขอให้ติดต่อไปยังทนายความที่เคยดูแลคดีความให้ทุกคนที่จะอำนวยความสะดวกในการพิจารณาช่องทางในการช่วยเหลือ
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ส่วนผู้ต้องขังในคดีเคลื่อนไหวทางการเมืองอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่งที่มีข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยังถูกจำขังอยู่ ในสัปดาห์หน้าจะมีการประสานงานกับทางกรมราชทัณฑ์เพื่อเข้าไปพบเพื่อหารือว่า มีแนวทางอย่างไรที่จะผ่อนปรนให้กับผู้ที่ยังต้องถูกจับขัง ต่อไป
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า หลังได้รับนิรโทษกรรมแล้ว ในอนาคตหากจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก มันเป็นสิทธิเสรีภาพโดยชอบและได้รับการยอมรับคุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นตนจะไปหวงห้ามหรือจะไปร้องถามจากใครว่าผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมแล้วจะเคลื่อนไหวหรือไม่คงทำแบบนั้นไม่ได้ แม้แต่ตัวเองก็พูดเช่นนั้นไม่ได้เพราะสถานการณ์จะเป็นตัวกำหนด เพียงแต่เจตนารมณ์ฝ่ายนิติบัญญัติและหลายส่วนในสังคมเห็นด้วยที่จะมีกฎหมายฉบับนี้เพื่อลดทอนบาดแผลจากความขัดแย้งให้หลาย ๆ ฝ่ายได้ถอยกลับมาตั้งหลักได้มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้นรับฟังกันมากขึ้นมีพื้นที่ความเข้าใจกันได้มากขึ้น
นายประยุทธ กล่าวว่า ก่อนที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความคิดเห็นต่างกันหลายกลุ่มและตามมาด้วยเกิดคดีความทั้งหลาย มีทั้งที่พิพากษาเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล หรืออยู่ในการพิจารณาของอัยการแะพนักงานสอบสวน เป็นเหตุผลที่มาของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 หรือเรียกง่าย ๆ ว่า กฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายฉบับนี้กำหนดเหตุครอบคลุมการกระทำของผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่เกี่ยวและไม่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าว ขอบเขตของกฎหมายมีการบังคับใช้ทั้งในส่วนที่กฎหมายไม่ครอบคลุมและกฎหมายครอบคลุมถึงทางอาญาและครอบคลุมถึงทางแพ่ง
นายประยุทธ กล่าวว่า กฎหมายไม่ครอบคลุม 1.ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, 2.ความผิดเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ตำแหน่งหน้าที่, 3.ความผิดที่ไปชุมนุมแล้วมีคนตาย และ 4.เมื่อชุมนุมแล้วมีคนบาดเจ็บสาหัส ทั้ง 4 กรณีไม่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้ หากเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองไม่ว่าฟากฝั่งใดได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569
นายประยุทธ กล่าวว่า ในคดีอาญาถ้าต้องคดีถึงที่สุดจำคุกอยู่ต้องปล่อยตัวออก ถ้าจำคุกแล้วต้องถือว่าไม่เคยรับโทษไร้มลทิน ถ้าอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลต้องจำหน่ายคดี ถ้าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการต้องยุติการดำเนินคดี หากอยู่ระหว่างชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการยุติเรื่องเช่นกัน ส่วนความผิดทางแพ่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ ส่วนงานของรัฐหลายแห่งกระทบกับภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐนั้น กระทบถึงหลักร้อยล้าน พันล้าน ก็ให้ถือว่าไม่มีเช่นกัน ให้ยกเว้นการรับผิดทางแพ่งให้โดยสิ้นเชิง ในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุดเชื่อว่ามีคดีทำนองนี้อยู่หลายสำนักงานทั่วประเทศเมื่อเช้าทางอัยการสูงสุดได้ประชุมกับทางอธิบดี ผู้บริหารสำนักงานคดี ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก ได้มีการสั่งการเบื้องต้นให้ดำเนินการตามกฎหมายนี้ทันที โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้รับหนังสือจากสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี เรื่องแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายนี้ เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ทางอัยการสูงสุดได้นำเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีข้อสั่งการเร่งให้มีข้อสั่งการไปที่สำนักงานวิชาการซักซ้อมแนวทางและเรียนให้พนักงานอัยการทั่วประเทศได้ทราบและให้ทางโฆษกชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า สิทธิเรื่องสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองฝั่งไหนทุกคนสามารถได้ประโยชน์ภายใต้กฎหมายฉบับนี้เสมอกันครบถ้วนและสิทธิของประชาชนไม่ว่า จะเป็นกลุ่มการเมืองใดวินาทีเดียวก็รอไม่ได้ อัยการสูงสุดให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างยิ่ง ฉะนั้นอัยการเจ้้าของสำนวนจำเป็นที่จะต้องกลับมาทบทวนคดีทั้งหมด หากพนักงานอัยการท่านใดมีคดีใดที่อยู่ในระดับความรับผิดชอบของตัวเองต้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย กฎหมาย โดยสำนักงานอัยการสูงสุดจะมีหนังสือเวียนแนววทางปฏิบัตให้สำนักงานอัยการทั่วประเทศ เพื่อคืนเสรีภาพให้แก่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายกำหนดฉบับนี้
นายประยุทธ กล่าวว่า สำหรับกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จำคุกแล้วไม่สามารถเรียกค่าเสียหายได้ ต่างจากคดีที่ศาลยกฟ้องเมื่อไม่ผิดในตอนท้าย เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อเสริมสร้างสังคมให้สันติสุข หากมีค่าเสียหายทางแพ่งไปชำระแล้วไม่สามารถเรียกคืนได้ แต่หากยังไม่ชำระก็ไม่ต้องชำระ หากติดคุกแล้วพ้นโทษแล้ว ไม่สามารถไปเรียกร้องได้แต่ถือให้เป็นผู้ที่ไม่มีมลทิน

