หน้าแรก การเมือง รบ.เตือน 4-7 ...

รบ.เตือน 4-7 ต.ค. ฝนตกอีกระลอก สทนช. เฝ้าระวัง ลุ่มน้ำเพชรบุรี หลังน้ำล้นเขื่อน-ฝนตกหนัก

3.10.26 | 12:15 น.

รัฐบาล เตือน 4–7 ต.ค.ฝนกลับมาอีกระลอก ภาคเหนือ–ใต้ เสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก-ดินโคลนถล่ม ส่วนอยุธยาเตรียมรับน้ำเพิ่ม หลังเขื่อนเจ้าพระยา–ป่าสักระบายสมทบ แนะพื้นที่ลุ่มเตรียมยกของขึ้นสูง ขณะที่ “นายกฯ” สั่งจัดทัพรับมือ หมุนเวียนเจ้าหน้าที่จุดวิกฤต สทนช. เฝ้าระวัง​ ลุ่มน้ำเพชรบุรี​ หลังน้ำล้นเขื่อน​-เสี่ยงฝนตกหนัก เตรียมระบายน้ำอัตราสูงสุด 500 ลบ.ม./วิ ด้านผู้ว่าฯ​ ประสานเตรียมแผนเผชิญเหตุแล้ว ชี้​ กทม.​-ปริมณฑล​ มีขีดรองรับน้ำได้อีกมาก


เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 3 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า สถานการณ์สภาพอากาศช่วงวันที่ 4-7 ตุลาคม ประเทศไทยจะเริ่มมีฝนอีกครั้ง โดยเป็นฝนเปลี่ยนฤดู ซึ่งจะมีพื้นที่ได้รับฝนตกหนักในภาคตะวันตก คือจังหวัดกาญจนบุรีและเพชรบุรี ในส่วนภาคตะวันออก ให้เฝ้าระวังในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะในวันที่ 5 ตุลาคม จึงขอให้เตรียมรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นในพื้นที่ ในส่วนภาคใต้และภาคเหนือ จะมีฝนตกในปริมาณที่มากพอสมควร จึงขอให้เฝ้าระวัง เพราะอาจจะเจอน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม

นายเอกภพ กล่าวว่า ส่วนภาวะน้ำท่วมในปัจจุบัน ข้อมูลจากดาวเทียมและพื้นที่ ปริมาณน้ำที่ท่วมในภาคกลางตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานีลงมา มีปริมาณที่ทรงตัวและเริ่มลดลงในหลายพื้นที่ เขื่อนเจ้าพระยายังมีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ที่ระดับ 17.8 ซึ่งเราอยากให้เหลืออยู่อยู่ที่ระดับ 16 กว่า

ทั้งนี้ เมื่อน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยลงมา ก็จะไปรวมกับน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีการปล่อยน้ำ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และน้ำจะมารวมกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงจะทำให้พื้นที่ที่อยู่ใกล้น้ำมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่ม เตรียมตัวยกของขึ้นพื้นอีกสักเล็กน้อย และขอให้มีการช่วยเหลือเข้าไปที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในส่วน กทม. ได้มีการเปิดคลองรับน้ำเพื่อช่วยรับน้ำจากทางเหนือ และระบายลงสู่เจ้าพระยา ให้สามารถออกสู่ทะเลอ่าวไทยได้มากขึ้น

Advertisement

นายเอกภพ กล่าวอีกว่า ในวันเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยมีข้อสั่งการว่า ให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ทุกระดับ กำหนดพื้นที่รับผิดชอบและมอบหมายภารกิจให้ชัดเจน โดยบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ และให้มีการจัดระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่วิกฤตอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมมือกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อมูลที่กระชับ เข้าใจง่าย และทันต่อเหตุการณ์ และยังให้ ปภ.ประเมินติดตามสถานการณ์ภาพรวมอย่างใกล้ชิด เร่งประสานงานและแก้ไขข้อขัดข้องระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพลวงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ กทม. ว่า ยังคงมีจุดที่มีน้ำท่วมสูงและควรหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจร 4 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถนนพหลโยธิน รอยต่อ กทม. หน้าสนามกีฬาธูปะเตมีย์-พหลโยธินซอย 60 2.ถนนสุวินทวงศ์ แยกตัดถนนรามคำแหง-คลองโตนด 3. ถนนหลวงแพ่ง คลองหัวตะเข้-สำนักงานประปาสุวรรณภูมิ ซอยนำไกร-คลองพระยาเพชร คลองพระยาเพชร-คลองกาหลง 4.ถนนลาดกระบังตลอดทั้งสาย หน้าสำนักงานเขตลาดกระบัง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในส่วนปฏิบัติการกู้คืนพื้นที่เคหะร่มเกล้า ความคืบหน้าระดับน้ำในชุมชนลดลงไป 30 เซนติเมตร แต่ถนนในพื้นที่มีปัญหาการสัญจร เพราะมีระดับน้ำ 20-30 เซนติเมตร ซึ่งทาง กทม.กำลังเร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ และใช้สถานีสูบน้ำพระโขนง อุโมงค์ระบายน้ำพระโขนง และอุโมงค์หนองบอน ช่วยผลักดันให้น้ำลงไปในคลองประเวศบุรีรมย์ จึงทำให้ต้องติดตามระดับนํ้าในพื้นที่เขตมีนบุรี หนองจอก ประเวศ และสะพานสูง อย่างใกล้ชิด ในส่วนพื้นที่สายไหม-ออเงิน ยังคงมีน้ำท่วมในชุมชน แม้ระดับน้ำจะลดลง จึงต้องมีการเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ คาดว่าจะใช้เวลาสองวันในการระบาย

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รายงานสถานการณ์​น้ำล่าสุด​ ว่า​ สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี​ เขื่อนแก่งกระจาน มีความจุอยู่ที่ 102% น้ำผ่านทางระบายน้ำล้นหรือ​ สปริลเวย์​ แล้ว อัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา อาจจะมีฝนตกหนักเกินกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวินาที ที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งรัฐบาลได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีจัดเตรียมฉากทัศน์ในกรณีที่ฝนตกหนักเหนือเขื่อนแก่งกระจาน และจำเป็นต้องระบายน้ำในอัตราที่สูงสุด วันละ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้มีการประสานดำเนินการทำแผนเผชิญเหตุ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์อาจมีความเสี่ยง เนื่องจากน้ำล้นเขื่อน

ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง ลดลงอย่างต่อเนื่องวันละ 200-300 ลูกบาศก์เมตร รวมไปถึงแม่น้ำน่านและแม่น้ำสะแกกรัง ก็ลดลง แต่ยืนยันว่ายังคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อที่จะให้น้ำเหนือเขื่อนมีระดับต่ำลง ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีขีดความสามารถในการรองรับน้ำอยู่ได้มาก และในช่วงที่ฝนตกหนักไม่ว่าจะเป็น 4-7 ตุลาคม หรือ 11-14 ตุลาคมนี้ หลังจากได้ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาชัดแล้วมีช่องว่างเหลืออยู่ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนฤดู ในช่วงตอนบนของประเทศจะเป็นฤดูหนาวแล้ว ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 6,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นกรณีที่จะต้องระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์​ ไม่มีความต้องการระบายน้ำจำนวนมากขนาดนั้นแล้ว รวมไปถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็ยังสามารถเก็บน้ำในความจุ 11​1 % ได้ แต่เป็นเพียงความจุชั่วคราว ซึ่งเคยทำเช่นนี้ในปี 2565 หรือที่เรียกว่า flood detention​ หรือ​ การหน่วงน้ำ​ ส่วนพื้นที่เหลือ เขื่อนอาจกังวลว่ามีการจัดเก็บน้ำอยู่ที่ 111% นั้น จะส่งผลอะไรหรือไม่จากการตรวจสอบ ล่าสุดน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กับน้ำที่ระบายออกอย่างสมดุลกัน

ขณะที่สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก มีแนวโน้มลดลงแต่จะไป เพิ่มที่ตอนล่าง เช่นอำเภอองครักษ์จังหวัดนครนายก​ อำเภอบ้านสร้าง​ จังหวัดปราจีนบุรี​ และ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว รวมไปถึงอีก​ 3-4 อำเภอในจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากคลองสียัด​ ซึ่งรับน้ำฝั่งตะวันออกของจังหวัดฉะเชิงเทรามีน้ำล้นมาด้วย ซึ่งในภาพรวมหากฝนตกไม่มาก​ ตกตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูลมาก็อาจจะต้องระวังเพิ่มขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี​ เขตรอยต่อสระแก้วเล็กน้อย แต่มีการบริหารจัดการและเตรียมรับมือของผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดอยู่แล้ว