หน้าแรก การเมือง อ.รัฐศาสตร์ ข...

อ.รัฐศาสตร์ ขอแรงรณรงค์ ดัน ‘ภาพ 6 ตุลาฯ’ อยู่ในแบบเรียน หวั่นถูกใช้ AI เปลี่ยนปวศ.

4.10.26 | 15:39 น.

อ.รัฐศาสตร์ ชี้ 6 ตุลา ‘อาชญากรรมโดยรัฐ’ ชัดเจน ต้องช่วยกันรณรงค์ ให้ 6 ตุลาฯ ไปปรากฏบนแบบเรียน ลองมองในแง่ร้าย หวั่น ผู้มีอำนาจ ใช้ AI เปลี่ยนภาพปวศ.

 


เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ จัดงาน ‘50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ‘ เพื่อร่วมรำลึก 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519

บรรยากาศเวลา 12.30 น. มีประชาชน นักศึกษา นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ตลอดจนบุคคลที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เดินทางเข้าร่วมงานอย่างไม่ขาดสาย เพื่อร่วมเป็นพยานในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย และหนังสือ ‘คนเดือนตุลา…อ่านอะไร?’ จัดแสดงหนังสือพ็อกเกตบุ๊กและสื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเก็บรวบรวมโดย ศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) ตลอดจนหนังสือจาก สำนักพิมพ์มติชนในราคาสุดพิเศษ โดยผู้ร่วมงานต่างจับจองหนังสือเล่มล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในงานวันนี้ อาทิ

‘ข้างหลังภาพ 14 ตุลาฯ จากระบอบปฏิวัติของเผด็จการสู่การปฏิวัติของประชาชน’ โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คำนำเสนอโดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ‘ข้างหลังภาพ 6 ตุลาฯ จากภาพถ่ายสู่ความรุนแรงใต้เงาอนุรักษนิยม’ โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คำนำเสนอโดย เกษม เพ็ญภินันท์ รวมถึง ‘คนเดือนตุลา: อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย (The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand: Power and Conflict among Former Left-Wing Student Activists in Thai Politics) เขียนโดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล แปลโดย ภิรมณ เชิญขวัญ, ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, ศิวพล ชมภูพันธุ์ และ ศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร เป็นต้น

Advertisement

บรรยากาศเวลา 13.00 น. เริ่มด้วยเสวนา ‘6 ตุลา-ควังจู: ใครกำหนดความทรงจำของชาติ’ โดย รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ว่าที่ ร.ต.เสกสรร อานันทศิริเกียรติ นักวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ ร่วมสำรวจเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และการลุกฮือที่ควังจู ผ่านการเมืองของความทรงจำทั้งภาพถ่าย ศิลปะ อนุสรณ์สถาน และเรื่องเล่าสาธารณะ พร้อมตั้งคำถามสำคัญ เหตุใดบางบาดแผลจึงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติ แต่บางบาดแผลกลับถูกผลักให้อยู่เพียงชายขอบ

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องที่น่าจะหาข้อสรุปได้ คือเราพูดได้ว่า ‘มันเป็นอาชญากรรมโดยรัฐ’ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ฉายให้เห็นภาพชัด อธิบายต้นตอ ชนวนเหตุของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ว่าก่อนเกิดภาพนั้น มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีการสั่งสมความรุนแรงมาก่อนหน้านั้นเป็นจำนวนมาก จนเกิดสถานการณ์ที่เป็นเงื่อนไข ซึ่งถ้ารัฐทำงานจริงๆ ต้องเข้าไปจัดการ แต่เหตุการณ์นี้เหมือนรัฐทำงานด้วยการ ไม่ทำอะไรเลย

“ในทางปรัชญา เราเชื่อว่า มนุษย์มีอย่างน้อย 2 ร่างคือ ชีวิตในชีวิต และชีวิตในทางกฎหมาย ในฐานะพลเมืองของรัฐ โดยการเสียภาษี และได้รับการคุ้มครองกลับมาแต่รัฐทำงานโดยการไม่ทำอะไรเลย แบบนี้เป็น ‘อาชญากรรมโดยรัฐ’ได้เช่นกัน ทำให้ความรุนแรงปลายจนเป็น เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขึ้นมา” ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ ชี้

ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์กล่าวว่า ในเชิงปรัชญาการเมือง เรามักสนใจ ‘เหตุผลของการใช้ความรุนแรง’ แม้ในทางหลักการจะผิดอยู่แล้ว แต่อะไรคือเหตุผลที่เพียงพอให้ใช้ความรุนแรงได้? ใน ‘กรณีกวางจู’ นั้นชัดเจน ถ้าเราอ่านในงานของ รศ.ดร.บัณฑิต อาจเป็นการโฆษณาชวนเชื่อด้วย มองจากการเมืองภายใน เพื่อพิทักษ์ซึ่งระบอบที่ดี

“เคส 6 ตุลาฯ ผมว่าน่าสนใจ เพราะผมไม่แน่ใจ มันยังมีความคลุมเครือหลายส่วนมาก ว่าเหตุการณ์ตกลงแล้วเกิดจากอะไร? รัฐมีส่วนสำคัญในหลายส่วน แต่ ‘สังคมก็อนุญาตให้เกิดขึ้น’ ได้ด้วย ถ้าในคำอธิบายของ อ.เบน (เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน) อาจเป็น ‘ความกระวนกระวายบางอย่างของชนชั้นกลาง’ ถ้ามองผ่านมุมนั้น ซึ่งมันไม่ต่าง (เหตุการณ์กวางจู) ในแง่ของการใช้ความรุนแรงโดยให้เหตุผลที่ยอมรับได้แต่ความต่างคือ เหตุการณ์หลังจากนั้นต่างหาก คือ ‘ท่าทีของสังคม’ และ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น” ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ระบุ

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวถึง หน้า 63 ในหนังสือ ข้างหลังภาพ 6 ตุลาฯ ที่ตนรู้สึกว่าน่าสนใจ ซึ่งให้คำนิยามคำว่า ‘ภาพ’ อาทิ คือส่วนประกอบสร้างความหมาย กล่าวคือ ภาพอาจมีความจริง แต่อาจประกอบสร้างจากความหมายอื่นที่ไม่จริงก็ได้

หรือแม้แต่แนวคิดที่ว่า ภาพถ่ายคือการฟรีซช่วงเวลาเอาไว้ แล้วบอกว่านี่คือความจริง มันอาจจริง ณ ตอนนั้น แต่ไม่ได้พรีเซนต์ ณ ตอนนี้ที่มันอาจไม่จริงก็ได้ เพราะภาวะนั้นไม่อยู่ในปัจจุบันอีกต่อไป หรือแม้แต่ความหมายของภาพถ่ายถูกทำให้เป็นสามัญ ‘เหมือนจริง’ แต่อาจเปิดช่องว่างให้เกิดการตีความ แล้วถูกนำไปจัดวางโดยเสริม Narrative ให้กลายเป็น ‘ความจริงของฝั่งตน’ ได้ คือสิ่งที่เราต้องตระหนักในเวลาดูภาพใดก็ตาม

จากนั้น ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ ชวนคิดว่า หากภาพมีการดัดแปลงโดยเทคโนโลยี ในยุค AI เช่น ภาพเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หากมีการถูกทำให้เปลี่ยนเป็นภาพตำรวจ หรือทหาร ที่ถูกแขวนคอกลางสนามหลวงแทน เมื่อเวลาผ่านไป ภาพนั้นมันอาจกลายเป็นความจริงก็ได้

ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์กล่าวในตอนหนึ่งว่า วาทกรรมเรื่อง 6 ตุลาฯ ก็อาจเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีลักษณะของการ ‘ต่อต้านบางอย่าง’ ซึ่งตนพยายามไปฟังเพลงพังก์ เพลงใต้ดินของไทย ซึ่งจะมีการเล่าอีกแบบ คือการต่อต้านอำนาจ ระเบียบบางอย่างอยู่ ส่วนตัวไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่มีแนวโน้มเป็นอย่างนี้ได้เช่นกัน

ส่วน ‘วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด’ นั้น ตนมองว่า ผู้มีอำนาจมีเงิน สามารถใช้ AI ที่ทรงพลังได้มากกว่านี้ หรืออาจสร้างแอนิเมชันเปลี่ยนแปลงเรื่องราว อาจไม่เพียงลอยนวลพ้นผิด แต่ ‘ทำให้ไม่มีความผิด’ คือความผิดหายไปตั้งแต่ต้นก็ได้ มันอาจเกิดในแง่ร้ายแบบนี้

“การที่อยู่ในแบบเรียนเป็นสิ่งสำคัญ อาจเป็นหมุดหมายที่ต้องช่วยกันรณรงค์ ให้ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ ไปปรากฏ เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญในแบบเรียนระดับประถม และมัธยมฯ ของเรา” ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์เน้นย้ำ

ในช่วงท้าย ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ประชาธิปไตยอาจไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นกระบวนการในการเรียนรู้ อุปสรรคเยอะแน่นอน ต้องอดทน และค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ

“เราอาจเจอนายกฯ ที่อาจทำงานไม่ได้เรื่อง แต่ก็อาจดีกว่าการไปหาผู้นำในวิธีการอื่น มันยังไม่มีระบอบไหนที่เลวร้ายน้อยที่สุดได้เท่าประชาธิปไตย อาจต้องเริ่มมองอย่างนี้ ว่ามันเป็น Process ก็เริ่มได้เลย สังคมค่อยๆ เรียนรู้กันไป”ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย