หน้าแรก การเมือง ผู้แปล &#8216...

ผู้แปล ‘คนเดือนตุลา’ ฉ.ภาษาจีน ชี้ ขบวนการ น.ศ.ไทย ‘เร้าใจ-น่าทึ่ง’ ปลุกสิงคโปร์-มาเลฯ ตื่นตัว

4.10.26 | 20:25 น.

ผู้แปล ‘คนเดือนตุลา’ ฉ.ภาษาจีน ชี้ ขบวนการ น.ศ.ไทย ‘เร้าใจ-น่าทึ่ง’ ปลุกสิงคโปร์-มาเลฯ ตื่นตัว

 


เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ จัดงาน ‘50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ‘ เพื่อร่วมรำลึก 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 โดยมีการเสวนา 3 หัวข้อ ได้แก่ ‘6 ตุลา-ควังจู ใครกำหนดความทรงจำของชาติ’ ‘เมื่อผู้หญิงเป็นสหาย บทบาทผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ’ และ ‘คนเดือนตุลา: จากผู้ถูกปราบ สู่ผู้กำหนดทิศทางสังคม’ โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

บรรยากาศเวลา 12.30 น. มีประชาชน นักศึกษา นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ตลอดจนบุคคลที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เดินทางเข้าร่วมงานอย่างไม่ขาดสาย เพื่อร่วมเป็นพยานในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย และหนังสือ ‘คนเดือนตุลา…อ่านอะไร?’ จัดแสดงหนังสือพ็อกเกตบุ๊กและสื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับประวัติศาสการเมืองไทย ซึ่งเก็บรวบรวมโดย ศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) ตลอดจนหนังสือจาก สำนักพิมพ์มติชนในราคาสุดพิเศษ โดยผู้ร่วมงานต่างจับจองหนังสือเล่มล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในงานวันนี้ อาทิ

‘ข้างหลังภาพ 14 ตุลาฯ จากระบอบปฏิวัติของเผด็จการสู่การปฏิวัติของประชาชน‘ โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คำนำเสนอโดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ‘ข้างหลังภาพ 6 ตุลาฯ จากภาพถ่ายสู่ความรุนแรงใต้เงาอนุรักษนิยม’ โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คำนำเสนอโดย เกษม เพ็ญภินันท์ รวมถึง ‘คนเดือนตุลา: อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย (The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand: Power and Conflict among Former Left-Wing Student Activists in Thai Politics) เขียนโดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล แปลโดย ภิรมณ เชิญขวัญ, ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, ศิวพล ชมภูพันธุ์ และ ศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร เป็นต้น

Advertisement

ต่อมา เวลา 15.30 น. เข้าสู่เวทีสุดท้าย ‘คนเดือนตุลา: จากผู้ถูกปราบ สู่ผู้กำหนดทิศทางสังคม’ โดย รศ.ดร. กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์, นายประกิต กอบกิจวัฒนา นักออกแบบแคมเปญการเมืองและอดีตผู้สมัคร ส.ว. , นายกฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ ทนายด่าง อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Guo Run (ผู้แปลหนังสือ The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand เป็นฉบับภาษาจีน) ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร

ในตอนหนึ่ง Guo Run (ผู้แปลหนังสือ The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand เป็นฉบับภาษาจีน) กล่าวว่า ในสิงคโปร์ นักศึกษามีบทบาทอย่างแข็งขันในการต่อสู้ ต่อต้าน การปกครองแบบอาณานิคม และในการเรียกร้องเอกราชของชาติในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 แต่ภายหลังการปราบปรามอย่างรุนแรงจากทางการ ขบวนการเหล่านี้ก็ค่อยๆเงียบลง

ต่อมาราว ค.ศ. 1973 นักศึกษามหาวิทยาลัยในสิงคโปร์และมาเลเซียเริ่มตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1973 นักศึกษาไทยสามารถโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารของประเทศได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้สร้างกำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ให้แก่นักศึกษาในสิงคโปร์และมาเลเซีย

“ผมยังจำได้ว่า ในปี ค.ศ. 1974 นักศึกษามหาวิทยาลัยไทยกลุ่มหนึ่งเดินทางมายัง มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ ที่อาคารสหภาพนักศึกษา พวกเขาได้นำสไลด์เกี่ยวกับขบวนการนักศึกษาไทยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มาเปิดให้พวกเราดูสิ่งที่เห็นในสไลด์เหล่านั้นทำให้ผมทั้งสะเทือนใจและตกตะลึงอย่างยิ่ง นับจากช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา ผมเริ่มติดตามพัฒนาการของขบวนการนักศึกษาไทยอย่างใกล้ชิด” Guo Run กล่าว

Guo Run กล่าวต่อว่า จากนั้นมาถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1976 การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้ตนห่วง กังวลต่อชะตากรรมของคนหนุ่มสาวร่วมรุ่นของตนในประเทศไทย ตนอยากเข้าใจว่าพวกเขาได้เผชิญอะไรมาบ้าง และอยากเรียนรู้เพิ่มเติมถึงความกล้าหาญที่พวกเขา แสดงออกในการต่อสู้

“เพื่อนชาวไทยคนหนึ่งของผม คือ ดร.ขุนทอง อินทร์ไทย บางท่านในที่นี้อาจรู้จักท่าน ท่านเองก็ถูกไล่ล่าภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม และต้องลี้ภัยไปยังประเทศญี่ปุ่น ระหว่างที่ใช้ชีวิตลี้ภัยนั้น ท่านเดินทางมาเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งคราว ทุกครั้งที่เราพบกัน ท่านจะเล่าให้ผมฟังถึงภูมิหลังและพัฒนาการของขบวนการนักศึกษาเดือนตุลาคมในประเทศไทย รวมทั้งแบ่งปันการวิเคราะห์การเมืองไทยของท่าน

ที่นั่นผมได้พบกับบัณฑิตธรรมศาสตร์คนหนึ่ง เขาเล่าให้ผมฟังว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก่อนจะพาผมไปพบอาจารย์ของเขา คือ ศาสตราจารย์บาร์ตัน ออนดาม” Guo Run กล่าว

Guo Run กล่าวต่อไปว่า ศาสตราจารย์บาร์ตันเล่าให้ตนฟังว่า ในวันที่ 6 ตุลาคม ท่านอยู่ในห้องทำงานบนชั้นสูงของอาคารคณะสังคมศาสตร์ จากจุดนั้น ท่านมองเห็นสนามฟุตบอลเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน และเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เกือบทั้งหมด ท่านบรรยายภาพอันน่าสยดสยองเหล่านั้นแก่ตนฟังอย่างละเอียด หลังจากได้รับฟังคำบอกเล่าของท่าน ตนยิ่งมุ่งมั่นที่จะศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม

จากนั้น ในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1984 หนังสือพิมพ์ The Straits Times ของสิงคโปร์ ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์เต็มหน้าในหัวข้อ Why We Defected: Two Ex-Members of the CPT Tell Why They Came Out of the Jungles หรือ ‘เหตุใดเราจึงออกมา: อดีต สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสองคนเล่าว่าเหตุใดจึงออกจากป่า‘

“ผมเริ่มตั้งคำถามว่า แล้วอดีตนักกิจกรรม นักศึกษาคนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาแยกทางกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเช่นกันหรือไม่ เหตุใดท้ายที่สุดพวกเขาจึงแยกจากกัน ในทางอุดมการณ์ พวกเขาดำเนินชีวิตอย่างไรหลังกลับคืนสู่สังคมกระแสหลัก สังคมยอมรับพวกเขาหรือไม่ และความเชื่อทางการเมืองของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมมีคำถามมากมาย” Guo Run กล่าว

Guo Run กล่าวถึงการทำงาน ว่า ราวปี ค.ศ. 2010 ตนได้ทำงานร่วมกับนักวิชาการอิสระหลายคนในโครงการวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เราศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในยุโรปตะวันออก อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตนเริ่มสนใจประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมของประเทศไทยเป็นพิเศษ และค่อยๆหันมาให้ความสนใจกับประเด็นนี้มากขึ้น

ในระหว่างการทำวิจัย ตนค้นพบว่าเอกสารภาษาจีนเกี่ยวกับประเทศไทยมีอยู่ โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนักศึกษาในทศวรรษ จำกัดอย่างน่าประหลาด 1970 ในปี ค.ศ. 2016 ตนเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมงานรำลึกครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาคม และถือโอกาสรวบรวมเอกสารวิจัยเพิ่มเติมด้วย

“แต่ท่านได้กรุณามอบผลงานสำคัญของท่าน คือ Commodifying Marxism: The Formation of Modern Thai Radical Culture หรือ การทำให้ลัทธิมาร์กซ์กลายเป็น สินค้า: การก่อรูปของวัฒนธรรมรากฐานนิยมไทยสมัยใหม่ ให้แก่ผม 1 เล่ม และยังแนะนำหนังสือ The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand ของอาจารย์กนกรัตน์ แก่ผมด้วย

ที่จริงแล้ว ผมเคยอ่าน The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand มาก่อน และพบว่าการอภิปรายเกี่ยวกับขบวนการนักศึกษาในทศวรรษ 1970” Guo Run กล่าว

Guo Run กล่าวว่า ดังนั้นจึงเป็นความจริงที่ว่าหนังสือเล่มนี้มีข้อถกเถียงและความเห็นที่ไม่ลงรอยกันอยู่โดยรอบ แต่ไม่ว่าจะมีความเห็นต่างกันเพียงใด หนังสือเล่มนี้ก็อุดมไปด้วยข้อมูลอันทรงคุณค่าจำนวนมหาศาล หนังสือศึกษาทั้งเหตุการณ์และประเด็นทางประวัติศาสตร์ในยุคนั้นอย่างเป็นระบบ และนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นอย่างชัดเจนและมีความต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่ศึกษาการเมืองไทยร่วมสมัยและขบวนการนักศึกษาไทย ตนเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เป็น งานอ้างอิงที่ขาดไม่ได้ ในคำนำของฉบับภาษาจีนผู้เขียนได้เขียนไว้ว่า

“แม้งานชิ้นนี้จะเริ่มต้นจากการศึกษานักกิจกรรมนักศึกษาไทยฝ่ายซ้ายในอดีต แต่บทเรียนจากงานชิ้นนี้อาจช่วยส่งเสริมความเข้าใจและการถกเถียงของฝ่ายซ้ายและอดีตฝ่ายซ้ายในพื้นที่อื่นๆ ของโลกได้เช่นกัน ดิฉันหวังว่างานชิ้นนี้จะก่อให้เกิดคำถามและบทเรียนใหม่ๆ สำหรับผู้คนในส่วนต่างๆของ โลก” Guo Run กล่าว

Guo Run กล่าวต่อว่า เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตนต้องการแปลหนังสือเล่มนี้ เมื่อตนศึกษาขบวนการนักศึกษาไทยในทศวรรษ 1970 เริ่มเปรียบเทียบขบวนการนักศึกษา ในประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชะตากรรมของนักกิจกรรมและผู้นำขบวนการภายหลังการเคลื่อนไหวสิ้นสุดลง และตนพบว่าชะตากรรมในเวลาต่อมาของพวกเขาแตกต่างกันอย่างน่าทึ่ง ในประเทศไทยอดีตนักกิจกรรมนักศึกษาได้สร้างคุณูปการอันโดดเด่นในหลากหลายสาขาในยุคหลังขบวนการนักศึกษา หรือหากท่านต้องการเรียกเช่นนั้น ก็อาจเรียกว่าในยุคหลังการปฏิวัติ

พวกเขากลายเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงวิชาการ สื่อมวลชน ดนตรี วรรณกรรม และธุรกิจ ความสำเร็จของคนเดือนตุลาฯ ในสาขาเหล่านี้เป็นสิ่งที่โดดเด่นอย่างยิ่ง พวกเขายังมีบทบาทสำคัญในทางการเมืองด้วย คนเดือนตุลาฯ จำนวนมากเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับการเมืองกระแสหลัก และก้าวเข้าสู่วงในของอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมืองของพวกเขาหรือไม่ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่าพวกเขามีอิทธิพลสำคัญต่อการเมืองไทย และในหลายกรณีก็มีส่วนกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศ

ในมาเลเซีย เส้นทางชีวิตภายหลังขบวนการนักศึกษาของอดีตนักกิจกรรมนักศึกษา เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วอาจไม่ได้โดดเด่นเท่ากับอดีตนักกิจกรรมนักศึกษาไทย บางคนก็ได้เข้ามามีบทบาทในการเมืองกระแสหลัก และอดีตนักกิจกรรมนักศึกษาบางคนได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันวาร์ อิบราฮิม น่าจะเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุด เพราะในท้ายที่สุดเขาได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์นำเสนอภาพที่แตกต่างออกไปอย่างมาก นักกิจกรรมนักศึกษาส่วนใหญ่ในทศวรรษ 1970 ถูกผลักไปอยู่ชายขอบ ขณะที่ผู้นำนักศึกษาจำนวนมากต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ในบรรดาอดีตนักกิจกรรม นักศึกษาช่วงทศวรรษ 1970 ของไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ตนเห็นว่าประสบการณ์ของสิงคโปร์น่าจะเป็นกรณีที่น่าสะเทือนใจที่สุด เหตุใดทั้งสามประเทศจึงก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมากเช่นนี้

“ผมเชื่อว่านี่เป็นคำถามวิจัยที่น่าสนใจและหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีผู้ทำการศึกษา เปรียบเทียบเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางชีวิตของนักกิจกรรมภายหลังยุคขบวนการนักศึกษาในทั้งสามประเทศนี้”

เมื่อพิจารณาประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ผมคิดว่ายุติธรรมที่จะกล่าวว่าประเทศไทยมีขบวนการนักศึกษาที่เข้มข้น น่าทึ่ง เร้าใจ และเต็มไปด้วยโศกนาฏกรรมมากที่สุดในบรรดาทั้งสามประเทศ“ Guo Run กล่าว

โดยส่วนตัวแล้ว ตนมีความเคารพอย่างสูงเสมอมาต่อทุกท่านที่เข้าร่วมในการต่อสู้เหล่านี้ ด้วยเหตุนี้ ทุกๆ 2 หรือ 3 ปี ตนจึงพยายามเดินทางกลับมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงานรำลึกวาระครบรอบของพวกท่าน

“วันนี้มีคนเดือนตุลาฯ อยู่ในห้องนี้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผมจึงอยากถือโอกาสนี้แสดงคารวะต่อทุกท่านที่เคยเป็นคนเดือนตุลาฯ ผมทราบดีว่าวันนี้ทุกท่านอาจมีความคิดที่แตกต่างกัน อาจเดินบนเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมาก และอาจไม่ได้เห็นพ้องกันในทางการเมืองหรืออุดมการณ์อีกต่อไป แต่ไม่ว่าความแตกต่างในวันนี้จะเป็นเช่นไร ผมเชื่อว่าเราไม่ควรลืมอุดมคติที่พวกท่านยึดมั่น พวกท่านอุทิศตนให้แก่ประเทศชาติ ประชาชน และได้สร้างคุณูปการที่ไม่อาจลบเลือนไปจากประวัติศาสตร์ได้ พวกท่านเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเรา ออกเดินตามอุดมคติทางการเมืองของตนเอง

ความกล้าหาญ การเสียสละ และเรื่องราวอันไม่ธรรมดาของการต่อสู้ ล้วนทำให้พวกเราเคารพนับถืออย่างสุดซึ้ง และสิ่งเหล่านี้สมควรได้รับการจดจำจากคนรุ่นต่อไป หลังจากเวลาผ่านมาเนิ่นนาน ผมตระหนักว่าผมรักผืนแผ่นดินนี้อย่างลึกซึ้ง รักทุกลมหายใจที่เรามีร่วมกัน” Guo Run กล่าว