หน้าแรก การเมือง สุนี ไชยรส เป...

สุนี ไชยรส เปิดแผลลึก ‘สหายหญิง’ จากป่าสู่ชีวิตจริงหลังปฏิวัติ ‘รบ-รัก-ลูก’ ไม่ง่าย

4.10.26 | 20:36 น.

สุนี ไชยรส เปิดแผลลึก ‘สหายหญิง’ จากป่าสู่ชีวิตจริงหลังปฏิวัติ ‘รบ-รัก-ลูก’ ไม่ง่าย

 


เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ จัดงาน ‘50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ‘ เพื่อร่วมรำลึก 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 โดยมีการเสวนา 3 หัวข้อ ได้แก่ ‘6 ตุลา-ควังจู ใครกำหนดความทรงจำของชาติ’ ‘เมื่อผู้หญิงเป็นสหาย บทบาทผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ’ และ ‘คนเดือนตุลา: จากผู้ถูกปราบ สู่ผู้กำหนดทิศทางสังคม’ โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

บรรยากาศเวลา 12.30 น. มีประชาชน นักศึกษา นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ตลอดจนบุคคลที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เดินทางเข้าร่วมงานอย่างไม่ขาดสาย เพื่อร่วมเป็นพยานในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย และหนังสือ ‘คนเดือนตุลา…อ่านอะไร?’ จัดแสดงหนังสือพ็อกเกตบุ๊กและสื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเก็บรวบรวมโดย ศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) ตลอดจนหนังสือจาก สำนักพิมพ์มติชนในราคาสุดพิเศษ โดยผู้ร่วมงานต่างจับจองหนังสือเล่มล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในงานวันนี้ อาทิ

‘ข้างหลังภาพ 14 ตุลาฯ จากระบอบปฏิวัติของเผด็จการสู่การปฏิวัติของประชาชน‘ โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คำนำเสนอโดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ‘ข้างหลังภาพ 6 ตุลาฯ จากภาพถ่ายสู่ความรุนแรงใต้เงาอนุรักษนิยม’ โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คำนำเสนอโดย เกษม เพ็ญภินันท์ รวมถึง ‘คนเดือนตุลา: อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย (The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand: Power and Conflict among Former Left-Wing Student Activists in Thai Politics) เขียนโดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล แปลโดย ภิรมณ เชิญขวัญ, ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, ศิวพล ชมภูพันธุ์ และ ศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร เป็นต้น

Advertisement

ต่อมาเวลา 14.50 น. เริ่มเสวนา หัวข้อ ‘เมื่อผู้หญิงเป็นสหาย บทบาทผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ’ โดยมี นางสาวธัญญพร มากคง เจ้าของผลงานหนังสือ ‘สหายหญิงปฏิวัติ’ และ ผศ.สุนี ไชยรส อาจารย์ประจำวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตและอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย ประภาภูมิ เอี่ยมสม

ในตอนหนึ่ง ผศ.สุนี กล่าวว่า เราจะเคยได้ยินเวลาเราเคลื่อนไหวเรื่องผู้หญิงว่าผู้หญิงเรียกร้องอภิสิทธิ์ไม่ยอมถูกเกณฑ์ทหาร โดยมีการตั้งคำถามว่า หากต้องการความเท่าเทียมกับผู้ชาย ทำไมไม่เกณฑ์ทหารเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีมานานและยังคงอยู่

“เข้าใจว่าบทบาทของผู้หญิง เวลาเรียกร้องความเสมอภาค แท้จริงแล้วเราเรียกร้องความเสมอภาคในโอกาส สองคือต้องเข้าใจบริบทที่ต่างกัน”ผศ.สุนี กล่าว

ผศ.สุนี กล่าวว่า ขอแลกเปลี่ยนในประเด็นที่อาจารย์ธัญญพร (ผู้เขียน สหายหญิงปฏิวัติ) กล่าวว่า ผู้หญิงมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ในกองทหาร ซึ่งอาจมองว่าเป็นการไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าร่วมการสู้รบ แต่ในความเป็นจริงมีอยู่ 2 แบบ คือ การจัดตั้งกองทหารหญิงขึ้นมาหนึ่งอัน และสองการที่ไม่ได้ส่งผู้หญิงเข้าไปอยู่ในหน่วยสู้รบจำนวนมาก แท้ที่จริงอาจจะเป็นมุมมองว่าการสู้รบเสี่ยงมาก

“ต้องยอมรับว่าเหมือนที่เรามองบริบทการเกณฑ์ทหาร ปัจจุบัน ว่าไม่ใช่ว่าการเกณฑ์ทหารต้องเท่าเทียมกัน ผู้หญิงผู้ชายต้องไปเป็นทหารเหมือนกัน จะต้องดูบริบทของความพร้อมของผู้หญิง ในแต่ละส่วนด้วย ซึ่งอันนี้ไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงนั้น เพียงแต่อยากจะเปรียบเทียบว่า การที่เข้าไปสู่สนามรบอย่างเดียว ในสถานการณ์ซึ่งยากลำบากมาก ๆ อีกด้านหนึ่งมันจะเป็นนโยบาย ในเชิงของการดูแลผู้หญิง เพราะมันเสี่ยงมากในโอกาสที่จะเสียชีวิต หรือพิการหรือต่างๆ” ผศ.สุนี กล่าว

ผศ.สุนี ยกตัวอย่างเขตภูซาง ซึ่งเป็นเขตไม่ใหญ่นัก มีสหายเสียสละทั้งนักเรียนนักศึกษากรรมกรชาวนา 200 คน มันน่าเศร้าสำหรับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ช่วงใดช่วงหนึ่ง

“เราลองนับขอบเขตทั่วประเทศ มันเป็นการสู้รบจริง แม้จะมีปืน แต่ก็ไม่ใช่ง่าย ต่อการที่จะเข้าสู่สนามแห่งการสู้รบจริง เราถูกฝึกทหารเรามีปืนแน่นอน อีกมุมหนึ่ง ทุกคนมีปืน ทุกคนพร้อมสู้รบ ทุกคนพร้อมที่จะปะทะ พร้อมที่จะถูกยิง อันนี้เป็นภาพบริบทของสหายหญิงโดยรวม” ผศ.สุนี

ผศ.สุนี กล่าวต่อว่า เมื่อย้อนกลับไปมีคนบอกว่าคาร์ล มาร์กซ์ และ Friedrich Engels ส์ไม่ค่อยพูดเรื่องผู้หญิง ไม่ค่อยพูดเรื่องความสัมพันธ์ ความเสมอภาค หญิงชาย มักจะพูดแต่เรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น แต่ในความเป็นจริง มีบริบทที่น่าสนใจ เช่น การบอกว่าผู้หญิงจะ ต้องเข้าสู่กระบวนการทำการผลิตด้วยตัวเอง คือ ผู้หญิงต้องมีงานทำมีรายได้เป็นของตัวเอง ถ้าอยู่แต่กับงานบ้าน อยู่แต่กับครอบครัว ผู้หญิงจะไม่สามารถ ก้าวออกมาสู่ สถานการณ์ที่จะเข้มแข็งขึ้น

“อีกประโยคหนึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญมากในยุคปัจจุบัน เพราะตอนนี้มาเคลื่อนไหวเรื่องสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า จะโยงมาเรื่องที่ในป่า เรื่องที่พรรคคอมมิวนิสต์เรียกร้อง นโยบาย 3 ช้า ถ้ายังไม่มีแฟนก็อย่าเพิ่งมี ถ้ายังไม่แต่งงานก็อย่าเพิ่งแต่ง ถ้ายังไม่มีลูกก็อย่าเพิ่งมีลูก วันนี้พูดกันตั้งแต่อยู่ในเมืองบ้างแล้ว คือเพื่อให้มีเวลาทำงานเพื่อสังคม ยิ่งไปอยู่ในป่า นโยบาย 3 ช้ายิ่งถูกใช้ด้วยกัน แต่ไม่ใช่การห้าม” ผศ.สุนี

ผศ.สุนี กล่าวว่า ผู้ที่เคยอ่านหรือเคยอยู่ในป่าจะเข้าใจว่า นโยบายดังกล่าวไม่ได้เป็นการห้ามมีคู่หรือห้ามมีลูก ดังนั้นคนในป่าจำนวนไม่น้อยยังคงมีแฟน แต่งงาน และมีลูก เพียงแต่เกิดคำถามว่า เมื่อมีลูกแล้วจะให้เด็กอยู่ที่ไหน ซึ่งประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงกับแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ และฟรีดริช แองเกิลส์ ก่อนจะถูกนำมาปรับใช้เป็นนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และคิดว่าตนเองตอนนี้ใช้แนวคิดนี้ในเรื่องสวัสดิการเด็ก

“เมื่อมีลูกในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เราไม่ได้ปฏิเสธการมีลูก แต่มีลูกแล้วไว้ไหน เพราะอยู่ไม่ได้แน่นอนในสถานการณ์สู้รบ เพราะฉะนั้นต้องมีทางเอาออก ซึ่งเป็นเรื่องเจ็บปวดสำหรับผู้หญิง หนึ่งก่อนท้อง ถ้ามีโอกาสหรือไม่สบายมาก หลบออกไปคลอดก่อน และกลับมาใหม่ และมีสหายปัญญาชนหลายคน ไปคลอดและกลับมาใหม่ อันนี้ขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสินใจ จะไม่กลับมาก็ได้” ผศ.สุนี กล่าว

ผศ.สุนี กล่าวว่า แนวทางที่สองคือ หลังคลอดจะส่งลูกกลับไปให้ญาติพี่น้องเลี้ยง ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนกรณีที่ไม่มีญาติช่วยเลี้ยง ก็จะส่งลูกให้คนในขบวนการจัดตั้งช่วยดูแล

“เพราะฉะนั้น เป็นความเจ็บปวดของพ่อแม่จำนวนมาก เมื่อตนเองกลับออกมาสู่ชีวิตจริงหลังการปฏิวัติ ก็จะพบว่ามีช่องว่างระหว่างลูก เพราะไม่ได้เลี้ยงเอง” ผศ.สุนี กล่าว

“หลายคนอาจจะกลายเป็นลูกของญาติไปเลย เพราะมีกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องรับเป็นลูก เป็นความเจ็บปวด เป็นการเสียสละ ของครอบครัวปฏิวัติจำนวนมาก ซึ่งเราต้องเคารพตรงนี้ แต่ถามว่าเขาตัดสินใจเองได้ไหมได้ มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องขอออกจากป่าไปก่อน และไม่กลับมาอีกเลย เนื่องจากมีความจำเป็นเรื่องสุขภาพเรื่องลูก เรื่องอื่นๆ”ผศ.สุนี กล่าว

ผศ.สุนี กล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหลายคนอาจรู้สึกน้อยใจหรือรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกถูกทำให้ห่างหายไป แต่จากประสบการณ์ที่คลุกคลีและพบแม่ลูกอ่อนจำนวนมากในช่วงเวลานั้น ทำให้เข้าใจได้ว่า การใช้ชีวิตร่วมกับลูกในสถานการณ์สู้รบเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจริง ๆ

“นั่นคือคําของ มาร์กซ์ เองเกลส์ ที่ถูกอ้างถึงกันบ่อย ๆ ทำให้งานบ้านเป็นงานสาธารณะ ทำให้งานครอบครัวเป็นส่วนที่สองต้องเข้ามารับผิดชอบ ที่เรียกร้องศูนย์เลี้ยงเด็กทุกวันนี้ เพราะว่าพี่น้อง คนทำงานจำนวนมาก ไม่มีเงินเดือนพอ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปทำงาน และจะเอาลูกไปไว้ที่ไหนถ้าไม่มีศูนย์เลี้ยงเด็กที่รับตั้งแต่อายุน้อยๆ”ผศ.สุนี กล่าว

ผศ.สุนี กล่าวต่อว่า เลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องของครอบครัวอย่างเดียว ต้องเป็นเรื่องของสังคม โดยมองว่าแนวคิดของมาร์กซ์และเองเกลส์มีนัยสำคัญที่สะท้อนความเข้าใจถึงความแตกต่างและภาระที่ผู้หญิงต้องแบกรับในการเลี้ยงดูบุตร ขณะที่ในช่วงเวลานั้นมีเด็กจำนวนมากเกิดในป่าและถูกส่งไปอยู่บริเวณประเทศลาว ซึ่งต้องเผชิญความยากลำบากไม่น้อย และเมื่อพ่อแม่กลับออกมา เด็กหลายคนก็เติบโตแล้ว